ข้อมูลบริการทดสอบทางคลินิกประเมินประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ด้าน Moisturizing effect test

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าโดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว หรือที่เรียกกันว่า Moisturizer สำหรับผิวแห้ง ได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผิวหน้าเกิดความแห้งกร้านง่าย ผู้บริโภคจึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแค่ให้ความชุ่มชื้นแต่ต้องแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนและมีความน่าเชื่อถือ

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค บริษัท วิสไบโอ จำกัด มีบริการ ทดสอบความชุ่มชื้นผิว (Moisturizing effect test) ด้วยเครื่องมือวัดความชุ่มชื้นผิวชั้นนำอย่าง Corneometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่วัดความชุ่มชื้นในชั้นหนังกำพร้าอย่างแม่นยำและไม่ทำลายผิว พร้อมด้วยแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลความรู้สึกและพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์จริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือและนำไปใช้ประกอบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุการเกิดผิวแห้งบนใบหน้า

ผิวแห้ง (Dry skin) เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในหลายกลุ่มอายุ โดยเฉพาะผิวหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง สาเหตุหลักของผิวแห้งบนใบหน้ามีดังนี้

  • สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศแห้ง ลมแรง หรืออากาศเย็นจัด ทำให้ผิวสูญเสียน้ำและน้ำมันธรรมชาติอย่างรวดเร็ว
  • อายุที่เพิ่มขึ้น เกราะป้องกันผิวเสื่อมสภาพ การผลิตน้ำมันตามธรรมชาติลดลง ทำให้ผิวแห้งง่าย
  • การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างรุนแรง ใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่มีความเป็นด่างสูง หรือการล้างหน้าบ่อยเกินไป ทำให้ผิวสูญเสียน้ำมันธรรมชาติ
  • ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) หรือโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ที่ทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง
  • การรับประทานอาหารและการดื่มน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้นจากภายใน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว เช่น ใช้ครีมที่มีสารระคายเคือง หรือไม่เหมาะกับผิวแห้ง

กลไกการเกิด Moisturizing Effect ทางผิวหนัง

ผิวหนังของมนุษย์ประกอบด้วยหลายชั้น โดยเฉพาะชั้นหนังกำพร้าที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมและรักษาความชุ่มชื้นภายในผิวให้สมดุล เมื่อผิวชั้นหนังกำพร้าขาดน้ำหรือสูญเสียความชุ่มชื้น จะเกิดภาวะผิวแห้งและขาดความยืดหยุ่น

การเพิ่มความชุ่มชื้นผิว หรือ Moisturizing Effect เกิดขึ้นได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยเติมเต็มน้ำในผิวหรือช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกหลักๆ มีดังนี้

  • เพิ่มความชุ่มชื้นโดยตรง (Humectant effect): สารกลุ่ม Humectants เช่น กลีเซอรีน (Glycerin), ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) จะดึงน้ำจากชั้นลึกของผิวหรือจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและนุ่มนวลขึ้น
  • ป้องกันการสูญเสียน้ำ (Occlusive effect): สารกลุ่ม Occlusives เช่น วาสลีน (Petrolatum), น้ำมันธรรมชาติ หรือซิลิโคน ช่วยสร้างฟิล์มเคลือบผิว ลดการระเหยของน้ำจากผิวออกสู่ภายนอก
  • ซ่อมแซมและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Barrier repair): สารที่ช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เช่น เซราไมด์ (Ceramide), ไฟโตสฟิงโกซีน (Phytosphingosine) ช่วยให้ผิวแข็งแรงและสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

กลไกเหล่านี้เมื่อทำงานร่วมกันจะช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นที่เหมาะสมและยาวนาน ทำให้ผิวดูสุขภาพดี มีความยืดหยุ่นและลดปัญหาผิวแห้งกร้าน

การป้องกันและดูแลผิวแห้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

การดูแลและป้องกันปัญหาผิวแห้งบนใบหน้า นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลผิวแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม Moisturizer หรือครีมเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งช่วยเติมเต็มน้ำและสารบำรุงที่จำเป็นให้กับผิว เพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื้นและสุขภาพดี

ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผิวแห้งควรมีคุณสมบัติและสารประกอบดังนี้

  • สาร Humectants เพื่อดึงน้ำเข้าสู่ผิว เช่น กลีเซอรีน, ไฮยาลูโรนิก แอซิด
  • สาร Occlusive เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ เช่น น้ำมันธรรมชาติ, น้ำมันมะพร้าว, ซิลิโคน
  • สาร Emollients ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม เช่น น้ำมันอัลมอนด์
  • สาร Ceramide และส่วนประกอบที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
  • ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารก่อระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารกันเสียที่รุนแรง

สารสำคัญที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิว

ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สารสำคัญที่ได้รับความนิยมในการเพิ่มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิวแห้ง มีหลายชนิดที่มีงานวิจัยสนับสนุนประสิทธิภาพ ดังนี้

  1. กลีเซอรีน (Glycerin) สาร Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น โดยไม่ทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะ
  2. ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) สารธรรมชาติที่สามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าหนักตัว 1,000 เท่า ช่วยเติมเต็มและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
  3. เซราไมด์ (Ceramide) ส่วนประกอบหลักในชั้นผิวที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว ลดการสูญเสียน้ำและป้องกันการระคายเคือง
  4. น้ำมันธรรมชาติ (Natural Oils) เช่น น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันโจโจ้บา, น้ำมันอาร์แกน มีคุณสมบัติเป็น Occlusive ช่วยเคลือบผิว ลดการระเหยของน้ำ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. สารสกัดจากพืช เช่น อโลเวร่า (Aloe Vera), คาโมมายล์ (Chamomile) มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และปลอบประโลมผิว
  6. ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิว ลดการสูญเสียน้ำ และลดการอักเสบของผิว

สารสำคัญในผลิตภัณฑ์และความสอดคล้องสำหรับการประเมิน

การทำงานของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิวจะสะท้อนผ่านผลการวัดความชุ่มชื้นด้วยเครื่องมือ Corneometer ได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก

  • สาร Humectants จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในชั้นหนังกำพร้า ทำให้ค่าความชุ่มชื้นที่วัดได้เพิ่มขึ้น
  • สาร Occlusives จะช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ทำให้ความชุ่มชื้นที่ถูกเติมเข้าไปคงอยู่ได้นานขึ้น
  • สารที่ช่วยซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว จะทำให้ผิวสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้นในระยะยาว

โดยเราจะใช้เครื่องมือ Corneometer ซึ่งวัดปริมาณน้ำในชั้นหนังกำพร้าโดยตรง จึงสามารถสะท้อนผลลัพธ์ของกลไกดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านแบบสอบถาม ยังช่วยให้เข้าใจประสบการณ์จริงของผู้ใช้ว่าผิวรู้สึกชุ่มชื้นขึ้นอย่างไร ลดความแห้งตึงและอาการไม่สบายผิวหรือไม่

การประเมิน Moisturizing Effect Clinical Trial

บริษัท วิสไบโอ จำกัด ดำเนินการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน Clinical Trial เพื่อประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Moisturizer โดยมีกระบวนการหลักดังนี้

  1. การคัดเลือกอาสาสมัคร:
     - จำนวน 20 คน เพศชายและหญิง อายุ 18-60 ปี
     - มีสภาพผิวแห้งบนใบหน้า
  2. การเก็บข้อมูล:
     - ใช้เครื่องมือ Corneometer วัดค่าความชุ่มชื้นผิว ณ จุดที่กำหนด เช่น แก้ม
     - เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม
  3. การใช้ผลิตภัณฑ์:
     - อาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น ระยะเวลาในการใช้ผลิตภัณฑ์ 28 วัน
  4. การเก็บข้อมูลหลังใช้ผลิตภัณฑ์ :
     - วัดค่าความชุ่มชื้นผิวซ้ำ ณ ตำแหน่งเดิมด้วย Corneometer
     - ตอบแบบสอบถามประเมินความเปลี่ยนแปลงของผิวและความพึงพอใจ
  5. การวิเคราะห์ข้อมูล:

-เปรียบเทียบค่าความชุ่มชื้นก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์

-วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบสอบถาม

-สรุปผลและจัดทำรายงานผลการทดสอบ

รายงานผลการประเมินและประโยชน์

  • รายงานผลการทดสอบ ที่จัดทำโดยทีมวิจัยวิสไบโอ มีความครบถ้วน ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ
  • ช่วยยืนยันประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นผิวอย่างชัดเจน
  • เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการสื่อสารและทำการตลาดอย่างโปร่งใส
  • ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าแบรนด์
  • เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือปรับปรุงสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

Literature:

  • Lodén, M. (2003). The clinical benefit of moisturizers. Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology, 17(6), 573-588.
  • Elias, P. M., & Feingold, K. R. (2012). Skin barrier. Handbook of Experimental Pharmacology, 214, 3-12.
  • Draelos, Z. D. (2018). The science behind skin care: Moisturizers. Journal of Cosmetic Dermatology, 17(4), 489-495.
  • Fluhr, J. W., Darlenski, R., & Seroglou, S. (2010). Functional skin adaptation in infancy – almost complete but not fully competent. Experimental Dermatology, 19(11), 995-1000.