
อาหารเสริมบำรุงสมอง (Cognitive and Focus Supplement) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของสมองด้านความจำและสมาธิ ส่วนประกอบที่พบบ่อยได้แก่ สารสกัดพรมมิ เห็ดหัวลิง แอล-ธีอะนีน และฟอสฟาทิดิลเซอรีน การทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือการวัดผลในอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์จริงด้วยเครื่องมือประเมินมาตรฐาน แล้วเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo)
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มสนับสนุนสมรรถภาพสมอง ความจำ และสมาธิเติบโตต่อเนื่องในประเทศไทยและทั่วโลก สอดรับกับความสนใจในการดูแลสุขภาพสมองของวัยทำงานและผู้สูงอายุที่ต้องการคงสมรรถภาพทางปัญญาไว้ในระยะยาว เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารบนฉลากหรือในสื่อการตลาดว่าผลิตภัณฑ์ “สนับสนุนความจำ” หรือ “ช่วยให้มีสมาธิ” ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับข้อความนั้น และการโฆษณาอาหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รวมถึงขออนุญาตโฆษณาเมื่อกฎหมายกำหนด
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้วัดผลทางคลินิกได้ซับซ้อน เพราะสมรรถภาพสมอง (Cognitive Performance) ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ความจำ (Memory) ความตั้งใจและสมาธิ (Attention) ความเร็วในการประมวลผล (Processing Speed) และการทำงานของสมองส่วนบริหาร (Executive Function) แต่ละด้านจึงวัดด้วยเครื่องมือต่างกัน บริษัท วิสไบโอ จำกัด ให้บริการออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาทางคลินิก (Project Management และ Project Coordination) สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง โดยใช้แบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเองด้านความจำและสมาธิเป็นเครื่องมือวัดผลหลัก และเลือกแบบประเมินให้ตรงกับคำกล่าวอ้างและกลุ่มอาสาสมัคร ตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) ตั้งแต่การวางแผนโปรโตคอลการวิจัย (Protocol) จนถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ และรองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ
ข้อจำกัดของเลข อย.: เหตุใดแบรนด์อาหารเสริมบำรุงสมองจึงต้องการหลักฐานประสิทธิภาพเพิ่มเติม
ข้อความด้านความจำและสมาธิเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการสื่อสารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 การอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มุ่งพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นการยืนยันประสิทธิภาพทางคลินิก เลขสารบบอาหาร (เลข อย.) จึงไม่ใช่หลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ให้ผลต่อความจำหรือสมาธิตามที่แสดงบนฉลาก
ความแตกต่างนี้สำคัญสำหรับเจ้าของแบรนด์ เพราะผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ช่องทาง Modern Trade และคู่ค้าส่งออกต่างต้องการหลักฐานที่ตรวจสอบได้มากขึ้น ช่องว่างระหว่าง “มีเลข อย.” กับ “มีหลักฐานประสิทธิภาพ” จึงเป็นประเด็นสำคัญในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์มีราคาสูง และข้อความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญมาก
การทดสอบทางคลินิกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามนี้โดยตรง ด้วยการวัดผลในอาสาสมัครที่ได้รับผลิตภัณฑ์จริงโดยใช้เครื่องมือประเมินที่เป็นที่ยอมรับในงานวิจัยทางคลินิกระดับสากล ข้อมูลที่ได้ใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ
สารสำคัญในอาหารเสริมบำรุงสมอง: พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์
สารออกฤทธิ์ที่ใช้บ่อยในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในระดับต่างกัน พรมมิ (Bacopa monnieri) เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีงานวิจัยมากที่สุดในกลุ่มนี้ Stough et al. (2001) ศึกษาแบบปกปิดสองทางและมีกลุ่มยาหลอกในผู้ใหญ่สุขภาพดี พบว่าการรับประทานสารสกัดพรมมิวันละ 300 มิลลิกรัม ทำให้ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลภาพ อัตราการเรียนรู้ และการคงความจำของข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้ (Memory Consolidation) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก โดยเห็นผลชัดที่สุดที่ 12 สัปดาห์ ต่อมา Pase et al. (2012) ทบทวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) จากการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม 6 การศึกษา ซึ่งทุกการศึกษาใช้เวลา 12 สัปดาห์ และสรุปว่ามีหลักฐานบางส่วนว่าพรมมิช่วยด้านการระลึกความจำ (Memory Free Recall) แต่หลักฐานในด้านอื่นของสมรรถภาพสมองยังมีน้อย
สำหรับแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) และคาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่นิยมในผลิตภัณฑ์กลุ่มสมาธิ Haskell et al. (2008) ศึกษาผลเฉียบพลันแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง มีกลุ่มยาหลอก และสลับกลุ่ม (Crossover) พบว่าการได้รับแอล-ธีอะนีน 250 มิลลิกรัมร่วมกับคาเฟอีน 150 มิลลิกรัม ทำให้ความแม่นยำในงานที่ต้องใช้ความตั้งใจต่อเนื่องดีขึ้น เวลาตอบสนองเร็วขึ้น และคะแนนความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่อาสาสมัครประเมินเองลดลง ผู้วิจัยสรุปว่าเครื่องดื่มที่มีทั้งสองสารอาจมีคุณลักษณะทางเภสัชวิทยาต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว
ความท้าทายหลักของการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือผลลัพธ์ด้านสมรรถภาพสมองมีหลายด้าน และต้องใช้เครื่องมือวัดที่ตรงกับคำกล่าวอ้าง (Claim) ที่ต้องการพิสูจน์ ผลที่พิสูจน์ได้ในสูตรหนึ่งนำไปอ้างอิงแทนสูตรอื่นไม่ได้ การเลือกตัวชี้วัดผล (Endpoint) และเครื่องมือประเมินให้ตรงกับคำกล่าวอ้างจึงเป็นหัวใจของการออกแบบการศึกษาทางคลินิกที่ดี
ขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอและศูนย์วิจัยพันธมิตร
การศึกษาทุกโครงการดำเนินตามหลัก GCP โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการวัดผลด้านความจำและสมาธิ ซึ่งใช้แบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเองเป็นหลัก วิสไบโอทำหน้าที่ออกแบบโครงการและบริหารการศึกษาตั้งแต่การวางแผนจนถึงการส่งมอบรายงาน ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
ขั้นตอนที่ 1: ปรึกษาและออกแบบโปรโตคอล
วิสไบโอวิเคราะห์คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการต้องการกล่าวอ้าง และวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับผู้วิจัยของศูนย์วิจัยพันธมิตร เพื่อกำหนดแผนการศึกษาที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกตัวชี้วัดผลหลัก (Primary Endpoint) ด้านสมรรถภาพสมองและสมาธิ ขั้นตอนนี้ครอบคลุมการกำหนดเกณฑ์คัดเข้าและคัดออกของอาสาสมัคร (Inclusion/Exclusion Criteria) ให้เหมาะกับคำกล่าวอ้าง และการประมาณขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size Estimation) ให้มีกำลังทางสถิติเพียงพอ
ขั้นตอนที่ 2: ขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
ก่อนเริ่มเก็บข้อมูลใด ๆ โปรโตคอลและเอกสารชี้แจงเพื่อขอความยินยอม (Informed Consent) ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Institutional Review Board: IRB) ทุกกรณี วิสไบโอประสานการจัดเตรียมเอกสารครบชุดร่วมกับผู้วิจัยของศูนย์วิจัย และติดตามการปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการจนได้รับอนุมัติ
ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือกและคัดกรองอาสาสมัคร
เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการจะรับสมัครและคัดกรองอาสาสมัครตามเกณฑ์ในโปรโตคอล แพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยดูแลให้อาสาสมัครทุกคนได้รับข้อมูลครบถ้วน ลงนามยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการคัดกรองสุขภาพก่อนเข้าร่วมการศึกษา ส่วนวิสไบโอประสานกำหนดการและความพร้อมของโครงการระหว่างผู้สนับสนุนโครงการกับศูนย์วิจัย
ขั้นตอนที่ 4: ดำเนินการศึกษาและเก็บข้อมูล
อาสาสมัครได้รับผลิตภัณฑ์และมีการเก็บข้อมูลตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล โดยใช้แบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเอง (Patient-Reported Outcome Measures: PROMs) ด้านความจำและสมาธิ ร่วมกับบันทึกประจำวัน (Diary) และการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Events) ตลอดการศึกษา ผู้วิจัยของศูนย์วิจัยดูแลความปลอดภัยของอาสาสมัคร ส่วนวิสไบโอติดตามความก้าวหน้าและความครบถ้วนของข้อมูลในฐานะผู้บริหารโครงการ
ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงาน
ข้อมูลทั้งหมดวิเคราะห์ทางสถิติตามแผนการวิเคราะห์ทางสถิติ (Statistical Analysis Plan: SAP) ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ และสรุปเป็นรายงานวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ตามรูปแบบที่ใช้ในระดับสากล วิสไบโอประสานงานการวิเคราะห์และส่งมอบรายงานให้ผู้สนับสนุนโครงการ รายงานนี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะกับการประเมินทางคลินิก
บริการนี้ออกแบบมาสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ต้องการสื่อสารเรื่องความจำและสมาธิในรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่างประเภทสารที่เหมาะสมมีดังนี้
| ประเภทสาร | รูปแบบผลิตภัณฑ์ |
|---|---|
| พรมมิ (Bacopa monnieri) | แคปซูล ผง ซอง |
| เห็ดหัวลิงหรือเห็ดยามาบูชิตาเกะ (Lion’s Mane; Hericium erinaceus) | แคปซูล ผง |
| แอล-ธีอะนีน (L-Theanine) | แคปซูล เม็ด |
| ฟอสฟาทิดิลเซอรีน (Phosphatidylserine: PS) | แคปซูล ผง |
| ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรผสม (Nootropic Complex) | แคปซูล ผง เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) |
ตัวอย่างในตารางเป็นประเภทสารที่พบในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การใช้ส่วนประกอบแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. และส่วนประกอบบางชนิดต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนยื่นขออนุญาต
ประโยชน์ทางธุรกิจจากการศึกษาทางคลินิก
หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกไม่ได้เป็นเพียงเอกสารประกอบด้านกฎหมาย แต่เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์กลุ่มความจำและสมาธินำไปสร้างมูลค่าได้หลายด้าน
การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มความจำและสมาธิที่มีข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกวางตำแหน่งในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ ในตลาดที่มีผลิตภัณฑ์คล้ายกันจำนวนมากและข้อความเกี่ยวกับสมองมักถูกตั้งคำถาม ผลที่วัดได้จริงในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เทียบกับกลุ่มควบคุม ช่วยให้การสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์มีข้อมูลรองรับ
การเจรจากับช่องทาง Modern Trade และอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ซื้อของ Modern Trade หลายรายขอเอกสารทางวิทยาศาสตร์ประกอบสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพในหมวดสนับสนุนการทำงานของสมอง รายงานการศึกษาทางคลินิกที่ดำเนินตามหลัก GCP เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้การเจรจาและการนำสินค้าเข้าช่องทางเหล่านี้ราบรื่นขึ้น และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่มีข้อมูลดังกล่าว
การลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ข้อความด้านสมรรถภาพสมองที่มีหลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกรองรับ ช่วยลดความเสี่ยงที่การโฆษณาจะเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริงภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ตลาดส่งออกหลายแห่ง เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ต้องการหลักฐานรองรับคำกล่าวอ้าง (Claim Substantiation) ก่อนวางจำหน่าย รายงานการศึกษาที่ออกแบบและรายงานตามหลักสากลจึงเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ ทั้งนี้แต่ละประเทศมีข้อกำหนดของตนเอง
การนำข้อมูลวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการสื่อสาร
ข้อมูลที่วัดได้จริงจากการศึกษาทางคลินิกใช้ต่อยอดการสื่อสารได้หลายช่องทาง ทั้งสื่อดิจิทัล ฉลากผลิตภัณฑ์ และสื่อ ณ จุดขาย ทั้งนี้การเผยแพร่ในเชิงโฆษณาต้องยื่นขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่ตามที่กฎหมายกำหนด
เงื่อนไขก่อนเริ่มการศึกษา
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) แล้วก่อนเริ่มการศึกษา ส่วนผลิตภัณฑ์ของผู้สนับสนุนโครงการจากต่างประเทศ วิสไบโอจะประเมินเงื่อนไขทางกฎหมายร่วมกับศูนย์วิจัยเป็นรายโครงการ
- วิสไบโอและศูนย์วิจัยออกแบบแผนการศึกษาให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และคำกล่าวอ้างของแต่ละรายการโดยเฉพาะ
- การศึกษาทุกโครงการต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเริ่มทุกกรณี
ต่อยอดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาในอาสาสมัคร
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างหลักฐานครบทุกระดับ วิสไบโอรองรับตั้งแต่งานในห้องปฏิบัติการ เช่นการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase: AChE) การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการทดสอบฤทธิ์ในระดับเซลล์ (In Vitro) ไปจนถึงการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัคร ข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการช่วยคัดเลือกสารสกัดและอธิบายกลไกก่อนเริ่มการศึกษาในคน หลัก GCP ใช้กับการศึกษาในมนุษย์ ส่วนงานในห้องปฏิบัติการดำเนินตามวิธีทดสอบของแต่ละรายการ การวางแผนหลักฐานทุกระดับกับผู้ประสานงานรายเดียวช่วยให้ข้อมูลแต่ละขั้นสอดคล้องกันและไม่เกิดช่องว่าง บริการทดสอบทางคลินิกของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านอื่นดูได้ที่หน้าบริการประเมินประสิทธิภาพทางคลินิกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านสุขภาพข้อเข่า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบทางคลินิกอาหารเสริมบำรุงสมอง
อาหารเสริมบำรุงสมองวัดผลทางคลินิกอย่างไร
ใช้แบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเองด้านความจำและสมาธิ ร่วมกับบันทึกประจำวัน โดยเลือกแบบประเมินให้ตรงกับคำกล่าวอ้าง แล้ววัดตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์กับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ร่วมกับการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ตลอดการศึกษา
ใช้ผลการศึกษาของสูตรอื่นหรือสารสกัดจากแหล่งอื่นอ้างอิงแทนได้หรือไม่
ไม่ได้ ผลที่พิสูจน์ได้ในสูตรหนึ่งนำไปอ้างอิงแทนสูตรอื่นไม่ได้ การศึกษาจึงต้องออกแบบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์และคำกล่าวอ้างของแต่ละรายการ
พรมมิมีหลักฐานทางคลินิกระดับใด
การศึกษาแบบปกปิดสองทางในผู้ใหญ่สุขภาพดีพบว่าสารสกัดพรมมิเป็นเวลา 12 สัปดาห์ช่วยด้านอัตราการเรียนรู้และการคงความจำของข้อมูลใหม่ และการทบทวนอย่างเป็นระบบจาก 6 การศึกษาสรุปว่ามีหลักฐานบางส่วนด้านการระลึกความจำ ส่วนด้านอื่นของสมรรถภาพสมองยังมีหลักฐานน้อย
ผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. แล้ว ยังต้องมีข้อมูลทางคลินิกอีกหรือไม่
เลข อย. ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาจากการพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพเป็นหลัก ไม่ได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ให้ผลต่อความจำหรือสมาธิตามที่แสดงบนฉลาก หากต้องการสื่อสารผลด้านนี้ ข้อมูลทางคลินิกช่วยให้มีหลักฐานรองรับ และการโฆษณายังต้องเป็นไปตามกฎหมายอาหาร
วิสไบโอทำหน้าที่อะไรในโครงการ และใครดูแลอาสาสมัคร
วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
ผลการศึกษารับประกันการได้รับอนุญาตโฆษณาหรือไม่
ไม่รับประกัน ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายและขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
ปรึกษาการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอ
สนใจบริการทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มความจำและสมาธิของท่าน ติดต่อวิสไบโอเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้ทางช่องทางต่อไปนี้
- แบบฟอร์มติดต่อ: https://visbio.co.th/contact-us/
- LINE Official Account: @visbio
- อีเมล: service@visbio.co.th
- โทร: 098-635-4197
- ระยะเวลาดำเนินการ: สอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
ดูบริการทดสอบทางคลินิกทั้งหมดได้ที่หน้าบริการทดสอบทางคลินิกของวิสไบโอ
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาทางคลินิก
- บทบาทของวิสไบโอ: วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษา (Project Management และ Project Coordination) ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง รองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ การคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
- จริยธรรมการวิจัย: การศึกษาในมนุษย์ทุกโครงการเริ่มได้หลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และดำเนินการตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) อาสาสมัครทุกคนลงนามยินยอมหลังได้รับข้อมูลครบถ้วน
- ผลิตภัณฑ์ยาและยาสมุนไพร: การศึกษาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น ผู้สนับสนุนโครงการ ศูนย์วิจัย และวิสไบโอวางแผนขั้นตอนเหล่านี้ร่วมกันตั้งแต่ต้นโครงการ
- การนำผลไปใช้: ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท และขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
- อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ผลการศึกษาไม่ใช่การรับรองว่าผลิตภัณฑ์ใช้วินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
- ระยะเวลาดำเนินการ: ขึ้นกับรูปแบบการศึกษาและขั้นตอนการอนุมัติ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
เอกสารอ้างอิง:
- Haskell, C. F., Kennedy, D. O., Milne, A. L., Wesnes, K. A., & Scholey, A. B. (2008). The effects of L-theanine, caffeine and their combination on cognition and mood. Biological Psychology, 77(2), 113–122. https://doi.org/10.1016/j.biopsycho.2007.09.008
- Pase, M. P., Kean, J., Sarris, J., Neale, C., Scholey, A. B., & Stough, C. (2012). The cognitive-enhancing effects of Bacopa monnieri: A systematic review of randomized, controlled human clinical trials. Journal of Alternative and Complementary Medicine, 18(7), 647–652. https://doi.org/10.1089/acm.2011.0367
- Stough, C., Lloyd, J., Clarke, J., Downey, L. A., Hutchison, C. W., Rodgers, T., & Nathan, P. J. (2001). The chronic effects of an extract of Bacopa monniera (Brahmi) on cognitive function in healthy human subjects. Psychopharmacology, 156(4), 481–484. https://doi.org/10.1007/s002130100815