
กลิ่นปาก (Halitosis หรือ Oral Malodor) คือกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ออกมาจากช่องปาก ส่วนใหญ่เกิดจากสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ (Volatile Sulfur Compounds: VSC) ซึ่งแบคทีเรียในช่องปากสร้างขึ้นระหว่างย่อยสลายโปรตีนที่มีกำมะถัน (Tonzetich, 1977) อาหารเสริมลดกลิ่นปากคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบรับประทานที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดกลิ่นปาก การทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือการประเมินกลิ่นปากในอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์จริง เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) ภายใต้สภาวะที่ควบคุม
ผลิตภัณฑ์สุขภาพช่องปากแบบรับประทานกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่ต้องการดูแลกลิ่นปาก ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ต่างจากผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่ใช้เฉพาะที่ เช่น ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก เพราะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารว่าผลิตภัณฑ์ “ช่วยลดกลิ่นปาก” ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับข้อความนั้น และการโฆษณาอาหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รวมถึงขออนุญาตโฆษณาเมื่อกฎหมายกำหนด
งานวิจัยด้านกลิ่นปากประเมินผลได้หลายแบบ ทั้งการประเมินเชิงประสาทสัมผัส (Sensory Assessment) โดยผู้ประเมินที่ผ่านการฝึก การวัดด้วยเครื่องมือ (Instrumental Measurement) และแบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเอง ซึ่งทุกแบบต้องอาศัยโปรโตคอลที่ละเอียดและควบคุมได้ บริษัท วิสไบโอ จำกัด ให้บริการออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาทางคลินิก (Project Management และ Project Coordination) สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง โดยใช้แบบประเมินการรับรู้กลิ่นปากที่อาสาสมัครรายงานเอง (Self-perceived Halitosis) เป็นเครื่องมือวัดผลหลัก ตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) ตั้งแต่การวางแผนโปรโตคอลการวิจัย (Protocol) จนถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ และรองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ
ข้อจำกัดของเลข อย.: เหตุใดแบรนด์อาหารเสริมลดกลิ่นปากจึงต้องการหลักฐานประสิทธิภาพเพิ่มเติม
ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 การอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มุ่งพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นการยืนยันประสิทธิภาพทางคลินิก เลขสารบบอาหาร (เลข อย.) จึงไม่ใช่หลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ช่วยลดกลิ่นปากตามที่ระบุบนฉลาก
ช่องว่างนี้สำคัญต่อเจ้าของแบรนด์ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคที่กังวลเรื่องกลิ่นปากต้องการหลักฐานที่น่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะเดียวกันช่องทาง Modern Trade และคู่ค้าส่งออกบางรายเริ่มขอเอกสารทางวิทยาศาสตร์ประกอบก่อนรับผลิตภัณฑ์เข้าจำหน่าย
การทดสอบทางคลินิกออกแบบมาเพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์นี้โดยตรง ด้วยการเปรียบเทียบการรับรู้กลิ่นปากของอาสาสมัครระหว่างกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์กับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกในสภาวะที่ควบคุมได้ตามหลัก GCP ข้อมูลที่ได้ใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ
กลิ่นปากและสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้: พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
กลิ่นปากเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจในการเข้าสังคม Tonzetich (1977) อธิบายกลไกการเกิดกลิ่นปากว่าส่วนใหญ่มาจากสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ โดยเฉพาะไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide: H₂S) และเมทิลเมอร์แคปแทน (Methyl Mercaptan: CH₃SH) ซึ่งแบคทีเรียแกรมลบในช่องปากผลิตขึ้นจากการย่อยสลายโปรตีนและกรดอะมิโนที่มีกำมะถัน และพบว่ากลิ่นส่วนใหญ่มาจากผิวลิ้นด้านบนส่วนหลัง งานนี้เป็นรากฐานของทั้งวิธีวัดและแนวทางจัดการกลิ่นปากในปัจจุบัน
van den Broek et al. (2008) ทบทวนวิธีจัดการกลิ่นปาก และสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่เพียงกลบกลิ่นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แนวทางพื้นฐานคือการลดปริมาณจุลินทรีย์และสารตั้งต้นในช่องปาก ส่วนสารบางกลุ่มช่วยทำให้สารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้หมดฤทธิ์ ข้อสรุปนี้มีนัยต่อการออกแบบการศึกษา คือตัวชี้วัดผลควรสะท้อนกลิ่นปากที่ลดลงจริง ไม่ใช่เพียงการกลบกลิ่นชั่วคราว
Rosenberg (1996) อธิบายว่าการดมและให้คะแนนกลิ่นโดยผู้ประเมินที่ผ่านการฝึก (Organoleptic Scoring) เป็นวิธีมาตรฐานในทางคลินิก ขณะที่การวัด VSC ด้วยเครื่องวัดซัลไฟด์แบบพกพา (Portable Sulfide Monitor) ให้ข้อมูลเชิงปริมาณที่ตรวจสอบได้ การใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันทำให้ได้ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณสำหรับพิสูจน์คำกล่าวอ้าง (Claim) ด้านกลิ่นปาก ส่วนแบบประเมินที่อาสาสมัครรายงานเองวัดการรับรู้กลิ่นปากของอาสาสมัคร ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้โดยตรง
ขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอและศูนย์วิจัยพันธมิตร
การศึกษาทุกโครงการดำเนินตามหลัก GCP โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการวัดผลด้านกลิ่นปาก วิสไบโอทำหน้าที่ออกแบบโครงการและบริหารการศึกษาตั้งแต่การวางแผนจนถึงการส่งมอบรายงาน ส่วนการคัดเลือกและการดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
ขั้นตอนที่ 1: ปรึกษาและออกแบบโปรโตคอล
วิสไบโอวิเคราะห์คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการต้องการกล่าวอ้าง และวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับผู้วิจัยของศูนย์วิจัยพันธมิตร เพื่อกำหนดแผนการศึกษาที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกตัวชี้วัดผลหลัก (Primary Endpoint) ด้านกลิ่นปาก ขั้นตอนนี้ครอบคลุมการกำหนดเกณฑ์คัดเข้าและคัดออกของอาสาสมัคร (Inclusion/Exclusion Criteria) ให้เหมาะกับคำกล่าวอ้าง และการประมาณขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size Estimation) ให้มีกำลังทางสถิติเพียงพอ
ขั้นตอนที่ 2: ขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
ก่อนเริ่มเก็บข้อมูลใด ๆ โปรโตคอลและเอกสารชี้แจงเพื่อขอความยินยอม (Informed Consent) ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Institutional Review Board: IRB) ทุกกรณี วิสไบโอประสานการจัดเตรียมเอกสารครบชุดร่วมกับผู้วิจัยของศูนย์วิจัย และติดตามการปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการจนได้รับอนุมัติ
ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือกและคัดกรองอาสาสมัคร
เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการจะรับสมัครและคัดกรองอาสาสมัครตามเกณฑ์ในโปรโตคอล แพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยดูแลให้อาสาสมัครทุกคนได้รับข้อมูลครบถ้วน ลงนามยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการคัดกรองสุขภาพก่อนเข้าร่วมการศึกษา ส่วนวิสไบโอประสานกำหนดการและความพร้อมของโครงการระหว่างผู้สนับสนุนโครงการกับศูนย์วิจัย
ขั้นตอนที่ 4: ดำเนินการศึกษาและเก็บข้อมูล
อาสาสมัครได้รับผลิตภัณฑ์และมีการเก็บข้อมูลตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล โดยใช้แบบประเมินการรับรู้กลิ่นปากที่อาสาสมัครรายงานเอง (Self-perceived Halitosis) ร่วมกับการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Events) ตลอดการศึกษา ผู้วิจัยของศูนย์วิจัยเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยของอาสาสมัคร ส่วนวิสไบโอติดตามความก้าวหน้าและความครบถ้วนของข้อมูลในฐานะผู้บริหารโครงการ
ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงาน
ข้อมูลทั้งหมดวิเคราะห์ทางสถิติตามแผนการวิเคราะห์ทางสถิติ (Statistical Analysis Plan: SAP) ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ และสรุปเป็นรายงานวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ตามรูปแบบที่ใช้ในระดับสากล วิสไบโอประสานงานการวิเคราะห์และส่งมอบรายงานให้ผู้สนับสนุนโครงการ รายงานนี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะกับการประเมินทางคลินิก
บริการนี้ออกแบบมาสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ต้องการสื่อสารเรื่องการลดกลิ่นปากในรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่างประเภทสารที่เหมาะสมมีดังนี้
| ประเภทสาร | รูปแบบผลิตภัณฑ์ |
|---|---|
| สารประกอบสังกะสี (Zinc Compounds) | แคปซูล เม็ด ของเหลว |
| คลอโรฟิลล์และคลอโรฟิลลิน (Chlorophyll / Chlorophyllin) | แคปซูล ของเหลว ผง |
| สารสกัดชาเขียว (Green Tea Extract; EGCG) | แคปซูล ผง |
| สารสกัดสเปียร์มินต์และเปปเปอร์มินต์ (Spearmint / Peppermint Extract) | แคปซูล ของเหลว |
| โพรไบโอติกสำหรับสุขภาพช่องปาก (Oral Health Probiotic) | เม็ดอม แคปซูล |
| ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรผสม (Combination) | แคปซูล ผง เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) |
ตัวอย่างในตารางเป็นประเภทสารที่พบในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การใช้ส่วนประกอบแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. และส่วนประกอบบางชนิดต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนยื่นขออนุญาต สำหรับโพรไบโอติก สายพันธุ์ที่ใช้ต้องอยู่ในรายชื่อจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ อย. อนุญาตให้ใช้ในอาหาร
ประโยชน์ทางธุรกิจจากการศึกษาทางคลินิก
หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกไม่ได้เป็นเพียงเอกสารประกอบด้านกฎหมาย แต่เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์กลุ่มลดกลิ่นปากนำไปสร้างมูลค่าได้หลายด้าน
การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม
ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกวางตำแหน่งในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างน่าเชื่อถือ ข้อมูลกลิ่นปากที่อาสาสมัครประเมินในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เทียบกับกลุ่มควบคุม ช่วยให้การสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์มีข้อมูลรองรับและแตกต่างจากคู่แข่งที่ไม่มีข้อมูลดังกล่าว
การเจรจากับช่องทาง Modern Trade และอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ซื้อของ Modern Trade ในหมวดสุขภาพช่องปากหลายรายขอเอกสารทางวิทยาศาสตร์ประกอบ รายงานการศึกษาทางคลินิกที่ดำเนินตามหลัก GCP ช่วยให้การเจรจาและการนำสินค้าเข้าช่องทางเหล่านี้ราบรื่นขึ้น
การลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ข้อความด้านกลิ่นปากที่มีหลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกรองรับ ช่วยลดความเสี่ยงที่การโฆษณาจะเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริงภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และรายงานการศึกษาที่ออกแบบและรายงานตามหลักสากลยังเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมเข้าสู่ตลาดส่งออก ทั้งนี้แต่ละประเทศมีข้อกำหนดของตนเอง
การนำข้อมูลวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการสื่อสาร
ข้อมูลที่วัดได้จริงจากการศึกษาทางคลินิกใช้ต่อยอดการสื่อสารได้หลายช่องทาง ทั้งนี้การเผยแพร่ในเชิงโฆษณาต้องยื่นขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่ตามที่กฎหมายกำหนด
เงื่อนไขก่อนเริ่มการศึกษา
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) แล้วก่อนเริ่มการศึกษา ส่วนผลิตภัณฑ์ของผู้สนับสนุนโครงการจากต่างประเทศ วิสไบโอจะประเมินเงื่อนไขทางกฎหมายร่วมกับศูนย์วิจัยเป็นรายโครงการ
- วิสไบโอและศูนย์วิจัยออกแบบแผนการศึกษาให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และคำกล่าวอ้างของแต่ละรายการโดยเฉพาะ
- การศึกษาทุกโครงการต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเริ่มทุกกรณี
ต่อยอดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาในอาสาสมัคร
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างหลักฐานครบทุกระดับ วิสไบโอรองรับตั้งแต่งานในห้องปฏิบัติการ เช่นการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ (Anti-Microbial)ของส่วนประกอบ และการทดสอบฤทธิ์ในระดับเซลล์ (In Vitro) ไปจนถึงการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัคร ข้อมูลในห้องปฏิบัติการช่วยคัดเลือกส่วนประกอบก่อนเริ่มการศึกษาในคน หลัก GCP ใช้กับการศึกษาในมนุษย์ ส่วนงานในห้องปฏิบัติการดำเนินตามวิธีทดสอบของแต่ละรายการ การวางแผนหลักฐานทุกระดับกับผู้ประสานงานรายเดียวช่วยให้ข้อมูลแต่ละขั้นสอดคล้องกันและไม่เกิดช่องว่าง บริการทดสอบทางคลินิกของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านอื่นดูได้ที่หน้าบริการประเมินประสิทธิภาพทางคลินิกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านสุขภาพข้อเข่า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบทางคลินิกอาหารเสริมลดกลิ่นปาก
กลิ่นปากเกิดจากอะไร
กลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ (VSC) เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์และเมทิลเมอร์แคปแทน ซึ่งแบคทีเรียแกรมลบในช่องปากผลิตขึ้นจากการย่อยสลายโปรตีนที่มีกำมะถัน และกลิ่นส่วนใหญ่มาจากผิวลิ้นด้านบนส่วนหลัง
อาหารเสริมลดกลิ่นปากต่างจากยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากอย่างไร
ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะที่ในช่องปาก ส่วนอาหารเสริมลดกลิ่นปากเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย การศึกษาทางคลินิกจึงออกแบบให้ประเมินกลิ่นปากหลังรับประทานผลิตภัณฑ์ตามจุดเวลาที่กำหนด เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
การศึกษาวัดกลิ่นปากด้วยวิธีใด
การศึกษาในบริการนี้ใช้แบบประเมินการรับรู้กลิ่นปากที่อาสาสมัครรายงานเอง (Self-perceived Halitosis) ตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล ร่วมกับการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ตลอดการศึกษา ส่วนการประเมินกลิ่นโดยผู้ประเมินที่ผ่านการฝึก (Organoleptic Scoring) และการวัดระดับ VSC ด้วยเครื่องมือเป็นวิธีที่ใช้ในงานวิจัยด้านนี้เช่นกัน ดังที่อธิบายไว้ในหัวข้อพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
ผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. แล้ว ยังต้องมีข้อมูลทางคลินิกอีกหรือไม่
เลข อย. ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาจากการพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพเป็นหลัก ไม่ได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ช่วยลดกลิ่นปากตามที่แสดงบนฉลาก หากต้องการสื่อสารผลด้านนี้ ข้อมูลทางคลินิกช่วยให้มีหลักฐานรองรับ และการโฆษณายังต้องเป็นไปตามกฎหมายอาหาร
วิสไบโอทำหน้าที่อะไรในโครงการ และใครดูแลอาสาสมัคร
วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
ผลการศึกษารับประกันการได้รับอนุญาตโฆษณาหรือไม่
ไม่รับประกัน ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายและขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
ปรึกษาการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอ
สนใจบริการทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มลดกลิ่นปากของท่าน ติดต่อวิสไบโอเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้ทางช่องทางต่อไปนี้
- แบบฟอร์มติดต่อ: https://visbio.co.th/contact-us/
- LINE Official Account: @visbio
- อีเมล: service@visbio.co.th
- โทร: 098-635-4197
- ระยะเวลาดำเนินการ: สอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
ดูบริการทดสอบทางคลินิกทั้งหมดได้ที่หน้าบริการทดสอบทางคลินิกของวิสไบโอ
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาทางคลินิก
- บทบาทของวิสไบโอ: วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษา (Project Management และ Project Coordination) ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง รองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ การคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
- จริยธรรมการวิจัย: การศึกษาในมนุษย์ทุกโครงการเริ่มได้หลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และดำเนินการตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) อาสาสมัครทุกคนลงนามยินยอมหลังได้รับข้อมูลครบถ้วน
- ผลิตภัณฑ์ยาและยาสมุนไพร: การศึกษาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น ผู้สนับสนุนโครงการ ศูนย์วิจัย และวิสไบโอวางแผนขั้นตอนเหล่านี้ร่วมกันตั้งแต่ต้นโครงการ
- การนำผลไปใช้: ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท และขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
- อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ผลการศึกษาไม่ใช่การรับรองว่าผลิตภัณฑ์ใช้วินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
- ระยะเวลาดำเนินการ: ขึ้นกับรูปแบบการศึกษาและขั้นตอนการอนุมัติ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
เอกสารอ้างอิง:
- Rosenberg, M. (1996). Clinical assessment of bad breath: Current concepts. Journal of the American Dental Association, 127(4), 475–482. https://doi.org/10.14219/jada.archive.1996.0239
- Tonzetich, J. (1977). Production and origin of oral malodor: A review of mechanisms and methods of analysis. Journal of Periodontology, 48(1), 13–20. https://doi.org/10.1902/jop.1977.48.1.13
- van den Broek, A. M. W. T., Feenstra, L., & de Baat, C. (2008). A review of the current literature on management of halitosis. Oral Diseases, 14(1), 30–39. https://doi.org/10.1111/j.1601-0825.2006.01350.x