
การแยกชั้น (Phase Separation) คือการที่ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ซึ่งเคยผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น น้ำกับน้ำมันในครีมหรือโลชั่น แยกออกจากกันจนมองเห็นเป็นชั้น ส่วนการตกตะกอน (Sedimentation) คือการที่อนุภาคของแข็งในของเหลวค่อย ๆ จมลงสะสมที่ก้นภาชนะ ทั้งสองอย่างเป็นสัญญาณว่าผลิตภัณฑ์เริ่มไม่คงตัว จึงเป็นพารามิเตอร์หลักที่ติดตามในการทดสอบความคงตัว (Stability Test) ของอิมัลชันและระบบสารแขวนลอย
ในกลุ่มเครื่องสำอางอิมัลชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเหลวที่เป็นสารแขวนลอย การแยกชั้นเป็นปัญหาคุณภาพที่ผู้บริโภคสังเกตเห็นได้ทันที ครีมที่เปิดมาแล้วเห็นน้ำหรือน้ำมันแยกออกมาที่ผิวหน้า เซรั่มที่มีตะกอนสีสะสมที่ก้นขวด หรือไซรัปสมุนไพรที่สารออกฤทธิ์ตกลงไปอยู่ที่ก้นขวดจนผู้บริโภคได้รับสารในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ล้วนทำให้ผู้บริโภคเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดใช้ และอาจเป็นเหตุให้ผู้ซื้อแบบองค์กรธุรกิจ (Business-to-Business: B2B) ในตลาดส่งออกปฏิเสธรับสินค้าทั้งล็อต
การแยกชั้นและการตกตะกอนไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ที่ทำนายและวัดได้ การลอยตัว (Creaming) ของหยดน้ำมันในอิมัลชันชนิดน้ำมันในน้ำ (Oil-in-Water) เป็นไปตามกฎของสโตกส์ (Stokes’ Law) ซึ่งระบุว่าความเร็วในการลอยแปรผันตรงกับกำลังสองของรัศมีหยดและผลต่างความหนาแน่นระหว่างหยดกับเฟสต่อเนื่อง และแปรผกผันกับความหนืดของเฟสต่อเนื่อง (McClements, 2007) การตกตะกอนของอนุภาคของแข็งในสารแขวนลอยก็เป็นไปตามหลักการเดียวกัน การควบคุมการแยกชั้นจึงต้องออกแบบสูตรให้สมดุลระหว่างขนาดหยดหรืออนุภาค ความหนาแน่นของแต่ละเฟส และความหนืด
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอให้บริการวิเคราะห์การแยกชั้นและการตกตะกอนด้วยการสังเกตตัวอย่างที่เก็บในตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น และการทดสอบด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยง ภายในห้องปฏิบัติการเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กันทั่วไปในวงการเครื่องสำอางและเภสัชภัณฑ์ ส่วนการวัดการกระเจิงแสงตลอดความสูงของตัวอย่างดำเนินการร่วมกับห้องปฏิบัติการพันธมิตร บริการนี้ครอบคลุมตัวอย่างครีม โลชั่น เซรั่ม อิมัลชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเหลว และระบบสารแขวนลอย
ทำไมการแยกชั้นจึงมักเป็นตัวจำกัดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ของอิมัลชันและสารแขวนลอย
ในขั้นการพัฒนาสูตร การแยกชั้นมักเป็นพารามิเตอร์ที่จำกัดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ของอิมัลชัน สูตรที่เริ่มเห็นการลอยตัวของหยดน้ำมันตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังการผลิต มักแยกชั้นชัดเจนภายในไม่กี่เดือนภายใต้สภาวะการเก็บปกติ ส่วนสูตรที่ไม่แยกชั้นหลังการปั่นเหวี่ยงมีแนวโน้มคงตัวได้ดีกว่า การทดสอบด้วยการปั่นเหวี่ยงจึงใช้คัดกรองสูตรได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการพัฒนา โดยไม่ต้องรอผลการเก็บตัวอย่างหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ผลการปั่นเหวี่ยงเป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น อายุการเก็บรักษาที่จะระบุบนฉลากต้องยืนยันด้วยการศึกษาความคงตัวภายใต้สภาวะการเก็บจริง
ในระบบสารแขวนลอยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเหลวและไซรัปสมุนไพร การตกตะกอนของสารออกฤทธิ์ที่ไม่ละลายน้ำเป็นตัวกำหนดความสม่ำเสมอของปริมาณสารที่ผู้บริโภคได้รับในแต่ละครั้ง ปัญหานี้สำคัญเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (Serving) บนฉลาก หากสารตกตะกอนอยู่ที่ก้นขวด ผู้บริโภคอาจได้รับสารน้อยกว่าที่ระบุในช่วงแรกที่ใช้ และได้รับสารเข้มข้นกว่าที่ระบุเมื่อใช้ใกล้หมดขวด การควบคุมความคงตัวของระบบสารแขวนลอยจึงเกี่ยวข้องทั้งกับความปลอดภัยของผู้บริโภคและความถูกต้องของข้อความบนฉลาก
ในมุมของการกำกับดูแล ลักษณะภายนอก (Appearance) ซึ่งรวมถึงการแยกชั้นและการตกตะกอน เป็นหัวข้อหนึ่งในข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ที่ผู้ผลิตภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ใช้ควบคุมคุณภาพ และสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทเป็นข้อมูลที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลิตภัณฑ์ที่แยกชั้นเกินกว่าที่ข้อกำหนดเฉพาะยอมรับถือเป็นข้อบกพร่องด้านคุณภาพ ในตลาดอาเซียน คำสั่งเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Cosmetic Directive: ACD) กำหนดให้ผู้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดจัดเก็บแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information File: PIF) ซึ่งต้องมีข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (ASEAN Cosmetic Committee, 2008) และแนวทางการจัดทำ PIF ของอาเซียนแนะนำให้แนบรายงานสรุปความคงตัว (Product Stability Summary Report) เพื่อรองรับวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานไม่ถึง 30 เดือน (ASEAN Cosmetic Committee, 2007) สำหรับผลิตภัณฑ์อิมัลชัน การแยกชั้นเป็นพารามิเตอร์หลักที่ใช้ประเมินในข้อมูลความคงตัวชุดนี้
หลักการของการวิเคราะห์การแยกชั้นและการตกตะกอน
การวิเคราะห์การแยกชั้นและการตกตะกอนใช้หลักการพื้นฐานสามแนวทาง ซึ่งเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบ
แนวทางที่หนึ่ง: การสังเกตตัวอย่างระหว่างการเก็บภายใต้สภาวะควบคุม
แนวทางแรกคือการสังเกตด้วยตาเปล่า (Visual Observation) ในตัวอย่างที่เก็บภายใต้สภาวะควบคุมตามแผนการศึกษาความคงตัว ทั้งสภาวะระยะยาว (Long-term หรือ Real-time) และสภาวะเร่ง (Accelerated) สภาวะระยะยาวเลือกตามเขตภูมิอากาศของตลาดที่จะจำหน่าย ได้แก่ 25°C/60%RH สำหรับเขตภูมิอากาศ II, 30°C/65%RH สำหรับเขต IVa และ 30°C/75%RH สำหรับเขต IVb ซึ่งครอบคลุมประเทศไทย ส่วนสภาวะเร่งที่ใช้ทั่วไปคือ 40°C/75%RH (World Health Organization, 2018) ห้องปฏิบัติการวิสไบโอมีตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสำหรับสภาวะเหล่านี้ภายในห้องปฏิบัติการเอง ในแต่ละจุดเก็บตัวอย่าง ผู้วิเคราะห์ให้คะแนนการแยกชั้น (Phase Separation Grade) ในระดับ 0–5 โดยระดับ 0 หมายถึงไม่พบการแยกชั้น และคะแนนที่สูงขึ้นหมายถึงการแยกชั้นที่ชัดเจนขึ้น แนวทางที่นิยมใช้คือถือว่าระดับ 0–1 ยอมรับได้ และระดับ 3 ขึ้นไปเป็นการแยกชั้นชัดเจนที่ไม่ควรพบในตัวอย่างทดสอบความคงตัว ส่วนเกณฑ์ยอมรับจริงของแต่ละผลิตภัณฑ์ควรกำหนดไว้ในข้อกำหนดเฉพาะ
แนวทางที่สอง: การทดสอบด้วยการปั่นเหวี่ยง
แนวทางที่สองคือการทดสอบความเครียดด้วยการปั่นเหวี่ยง (Centrifugation Stress Test) ซึ่งเร่งการลอยตัวและการตกตะกอนด้วยแรงเหวี่ยงที่สูงกว่าแรงโน้มถ่วงปกติหลายร้อยเท่าขึ้นไป สภาวะที่ใช้กันทั่วไปในการคัดกรองเครื่องสำอาง เช่น ความเร็ว 3,000–5,000 รอบต่อนาทีในหลอดปั่นเหวี่ยงมาตรฐาน แต่ควรระบุสภาวะเป็นแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Centrifugal Force: RCF หน่วยเป็นเท่าของแรงโน้มถ่วง หรือ × g) คู่กับเวลา เพราะความเร็วรอบเดียวกันให้แรงต่างกันตามรัศมีของโรเตอร์ ผลที่รายงานคือคะแนนการแยกชั้นหลังการปั่นเหวี่ยง สัดส่วนปริมาตรตะกอนที่ก้นหลอด (Sediment Volume Ratio) และความหนาของชั้นครีมที่ลอยขึ้นด้านบน (Cream Layer Thickness) หรือชั้นน้ำมันที่แยกออกมา แรงเหวี่ยงที่สูงมากอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้นภายใต้แรงโน้มถ่วงปกติ ผลการปั่นเหวี่ยงจึงใช้เปรียบเทียบสูตรและคัดกรองความเสี่ยง ไม่ได้ใช้แทนการศึกษาความคงตัว (McClements, 2007)
แนวทางที่สาม: การวัดการกระเจิงแสงตลอดความสูงของตัวอย่าง
แนวทางที่สามคือการวิเคราะห์ด้วยการกระเจิงแสงหลายทิศทางแบบตั้งนิ่ง (Static Multiple Light Scattering) เครื่องจะสแกนวัดแสงที่ส่องผ่าน (Transmission) และแสงที่สะท้อนกลับ (Backscattering) ตลอดความสูงของตัวอย่างที่ตั้งทิ้งไว้เป็นระยะ การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณที่ด้านบนหรือด้านล่างของหลอดบ่งบอกการลอยตัวหรือการตกตะกอน ส่วนการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งหลอดบ่งบอกการเปลี่ยนขนาดของหยดหรืออนุภาค เช่น การรวมตัวของหยด (McClements, 2007) ซอฟต์แวร์ของเครื่องสรุปผลเป็นดัชนีความไม่คงตัว (Instability Index) ซึ่งชื่อและวิธีคำนวณต่างกันไปตามผู้ผลิตเครื่อง เทคนิคนี้ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่ตาเปล่าจะมองเห็น จึงช่วยเปรียบเทียบสูตรได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเก็บ
ปัจจัยทางเทคนิคที่ต้องควบคุม
ในเชิงเทคนิค มีปัจจัยสามข้อที่ทำให้ผลการทดสอบเชื่อถือได้ หนึ่งคือการควบคุมอุณหภูมิของตัวอย่างให้คงที่ระหว่างการทดสอบ เพราะอุณหภูมิที่เปลี่ยนแม้เพียงไม่กี่องศาเซลเซียสทำให้ความหนืดและความหนาแน่นของแต่ละเฟสเปลี่ยน และอาจทำให้เกิดการแยกชั้นที่ไม่ได้สะท้อนคุณสมบัติจริงของสูตร สองคือการเลือกแรงเหวี่ยงและเวลาในการปั่นเหวี่ยงให้เหมาะกับชนิดผลิตภัณฑ์ ครีมเนื้อข้นต้องใช้แรงและเวลามากกว่าโลชั่นเนื้อบาง การใช้สภาวะเดียวกันกับทุกผลิตภัณฑ์ทำให้ผลไม่สะท้อนความจริง สามคือการบันทึกผลด้วยภาพถ่ายที่ควบคุมแสงและพื้นหลัง เพื่อให้เปรียบเทียบระหว่างล็อตและระหว่างจุดเก็บตัวอย่างได้
ขอบเขตบริการวิเคราะห์การแยกชั้นและการตกตะกอนของห้องปฏิบัติการวิสไบโอ
บริการของห้องปฏิบัติการวิสไบโอครอบคลุมตัวอย่างสามกลุ่ม
- เครื่องสำอางอิมัลชัน: ครีมบำรุงผิวหน้าและผิวกาย โลชั่น เซรั่ม บีบีครีม ครีมกันแดด ครีมล้างเครื่องสำอาง และครีมบำรุงผมชนิดไม่ต้องล้างออก
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดเหลว: ไซรัปสมุนไพร เครื่องดื่มเสริมสารออกฤทธิ์ น้ำผลไม้ผสมสารสกัด และยาน้ำเชื่อมสมุนไพร
- ระบบนำส่งและระบบกระจายตัวพิเศษ: อิมัลชันที่มีสารออกฤทธิ์ระดับนาโน ไลโปโซม นาโนอิมัลชัน และระบบนำส่งสารแบบควบคุมการปลดปล่อย
ผลที่รายงานประกอบด้วยคะแนนการแยกชั้นระดับ 0–5 สัดส่วนปริมาตรตะกอนสำหรับระบบสารแขวนลอย ความหนาของชั้นครีมสำหรับระบบอิมัลชัน ดัชนีความไม่คงตัวจากการวัดการกระเจิงแสง (วัดร่วมกับห้องปฏิบัติการพันธมิตร) และการเปลี่ยนแปลงตามเวลาเทียบกับจุดตั้งต้น (T0) ลูกค้าเลือกได้ระหว่างการทดสอบครั้งเดียวสำหรับการตรวจปล่อยล็อต หรือการติดตามหลายจุดเก็บตัวอย่างตลอดโครงการศึกษาความคงตัว
การนำผลการวิเคราะห์การแยกชั้นและการตกตะกอนไปใช้ประโยชน์
ผลการวิเคราะห์ใช้ได้ในหลายช่วงของผลิตภัณฑ์
- ขั้นวิจัยและพัฒนา: ใช้เลือกระบบสารก่ออิมัลชัน (Emulsifier System) ที่เหมาะสมจากหลายทางเลือก และทดสอบผลกระทบเมื่อเปลี่ยนผู้ส่งวัตถุดิบ ซึ่งอาจทำให้ความคงตัวของอิมัลชันเปลี่ยนไป
- ขั้นก่อนเปิดตัว (Pre-launch): ใช้เป็นค่าตั้งต้น (Baseline) ของข้อกำหนดเฉพาะ และตั้งเกณฑ์คะแนนการแยกชั้นที่ยอมรับได้ตลอดอายุการเก็บรักษา
- ขั้นการผลิตเชิงพาณิชย์: ใช้ผลการปั่นเหวี่ยงเป็นเกณฑ์หนึ่งในการตรวจปล่อยล็อตระดับโรงงาน
- การศึกษาความคงตัว: ใช้คู่กับการศึกษาความคงตัวภายใต้สภาวะจริง (Real-time Stability) และสภาวะเร่ง (Accelerated Stability) รวมถึงการทดสอบแช่แข็งสลับการละลาย (Freeze-Thaw Cycling) ซึ่งจำลองอุณหภูมิที่ขึ้นลงระหว่างการขนส่ง เพื่อยืนยันว่าสูตรไม่แยกชั้นเกินเกณฑ์ตลอดอายุการเก็บรักษาที่ระบุ
- ขั้นส่งออก: ใช้เป็นเอกสารแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis: COA) เพื่อรองรับการตรวจรับสินค้าของผู้ซื้อปลายทาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแยกชั้นและการตกตะกอน
การแยกชั้น (Phase Separation) กับการตกตะกอน (Sedimentation) ต่างกันอย่างไร
การแยกชั้นคือการที่ส่วนประกอบที่เคยผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น น้ำกับน้ำมันในครีม แยกออกเป็นชั้นที่มองเห็นได้ ส่วนการตกตะกอนคือการที่อนุภาคของแข็งในของเหลวจมลงสะสมที่ก้นภาชนะ ทั้งสองอย่างเป็นสัญญาณของความไม่คงตัวที่ติดตามในการทดสอบความคงตัว
อะไรเป็นตัวกำหนดความเร็วของการแยกชั้น
ตามกฎของสโตกส์ ความเร็วในการลอยหรือจมของหยดและอนุภาคเพิ่มขึ้นตามกำลังสองของรัศมีและผลต่างความหนาแน่นระหว่างเฟส และลดลงเมื่อเฟสต่อเนื่องมีความหนืดสูงขึ้น การควบคุมขนาดหยด ความหนาแน่นของแต่ละเฟส และความหนืด จึงเป็นหัวใจของการออกแบบสูตรที่คงตัว
ถ้าไม่แยกชั้นหลังการปั่นเหวี่ยง บอกอายุการเก็บรักษาได้เลยหรือไม่
ไม่ได้ การปั่นเหวี่ยงใช้คัดกรองและเปรียบเทียบสูตรตั้งแต่ช่วงต้นของการพัฒนา สูตรที่ไม่แยกชั้นหลังการปั่นเหวี่ยงมีแนวโน้มคงตัวได้ดีกว่า แต่อายุการเก็บรักษาที่ระบุบนฉลากต้องยืนยันด้วยการศึกษาความคงตัวภายใต้สภาวะการเก็บจริง
ทำไมควรระบุแรงเหวี่ยงเป็น × g แทนรอบต่อนาที
เพราะความเร็วรอบเดียวกันให้แรงเหวี่ยงต่างกันตามรัศมีของโรเตอร์ การระบุเป็นแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ (× g) คู่กับเวลาจึงทำให้เปรียบเทียบผลระหว่างเครื่องและระหว่างห้องปฏิบัติการได้
รายงานผลการวิเคราะห์การแยกชั้นมีข้อมูลอะไรบ้าง
รายงานประกอบด้วยคะแนนการแยกชั้นระดับ 0–5 สัดส่วนปริมาตรตะกอนสำหรับระบบสารแขวนลอย ความหนาของชั้นครีมสำหรับระบบอิมัลชัน ดัชนีความไม่คงตัวจากการวัดการกระเจิงแสงเมื่อลูกค้าเลือกวิธีนี้ และการเปลี่ยนแปลงตามเวลาเทียบกับจุดตั้งต้น (T0) ลูกค้าเลือกได้ระหว่างการทดสอบครั้งเดียวสำหรับการตรวจปล่อยล็อต และการติดตามตลอดการศึกษาความคงตัว
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอรับวิเคราะห์ตัวอย่างประเภทใดบ้าง
รับเครื่องสำอางอิมัลชัน เช่น ครีม โลชั่น เซรั่ม และครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดเหลว เช่น ไซรัปสมุนไพรและเครื่องดื่มเสริมสารออกฤทธิ์ และระบบนำส่งพิเศษ เช่น ไลโปโซมและนาโนอิมัลชัน
เอกสารอ้างอิง:
- ASEAN Cosmetic Committee. (2007). ASEAN cosmetic directive: Guidelines for product information file (PIF). ASEAN Secretariat.
- ASEAN Cosmetic Committee. (2008). ASEAN Cosmetic Directive. ASEAN Secretariat.
- McClements, D. J. (2007). Critical review of techniques and methodologies for characterization of emulsion stability. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 47(7), 611–649. https://doi.org/10.1080/10408390701289292
- World Health Organization. (2018). Annex 10: Stability testing of active pharmaceutical ingredients and finished pharmaceutical products. In WHO Expert Committee on Specifications for Pharmaceutical Preparations: Fifty-second report (WHO Technical Report Series, No. 1010, pp. 309–352). World Health Organization.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2522, พฤษภาคม 13). พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522. ราชกิจจานุเบกษา, 96(79 ก), 1–24.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2558, กันยายน 8). พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558. ราชกิจจานุเบกษา, 132(86 ก), 1–22.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2562, เมษายน 30). พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา, 136(56 ก), 116–161.