
ความหนืด (Viscosity) คือความต้านทานการไหลของของเหลว น้ำผึ้งจึงไหลช้ากว่าน้ำเพราะหนืดกว่า ส่วนรีโอโลยี (Rheology) คือศาสตร์ที่ศึกษาการไหลและการเสียรูปของวัสดุ ซึ่งบอกว่าความหนืดของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อถูกบีบ เท หรือทา ข้อมูลทั้งสองจึงใช้ควบคุมทั้งเนื้อสัมผัสที่ผู้ใช้รับรู้และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ตลอดอายุการเก็บรักษา
ในห่วงโซ่อุปทานเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย ความหนืดเป็นคุณสมบัติที่ผู้บริโภครับรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่บีบหลอดหรือเปิดขวด ครีมที่ไหลเร็วเกินไปทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อบางและไม่คุ้มราคา เซรั่มที่หนืดเกินไปทำให้รู้สึกหนักผิวและล้างออกยาก โลชั่นที่ความหนืดเปลี่ยนไประหว่างเดือนแรกกับเดือนที่หกทำให้ผู้บริโภคสงสัยว่าสินค้าเสีย ส่วนไซรัปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่หนืดไม่พอจะพยุงอนุภาคให้แขวนลอย (Suspend) จะมีสารออกฤทธิ์ตกตะกอน ปริมาณสารที่ผู้บริโภคได้รับในแต่ละครั้งจึงไม่เท่ากัน
ความหนืดและพฤติกรรมการไหลไม่ใช่ตัวเลขเดียว แต่เป็นชุดข้อมูลที่อธิบายว่าผลิตภัณฑ์มีพฤติกรรมอย่างไรในสภาวะต่าง ๆ ครีมที่ออกแบบรีโอโลยีมาดีมีความหนืดสูงขณะอยู่นิ่ง (ความหนืดที่อัตราเฉือนเข้าใกล้ศูนย์ หรือ Zero-shear Viscosity) เพื่อพยุงหยดน้ำมันไว้ แต่ไหลออกง่ายเมื่อบีบและเกลี่ยได้เรียบเนียนเมื่อทาด้วยปลายนิ้ว ซึ่งเป็นพฤติกรรมความหนืดลดลงเมื่อถูกเฉือน (Shear-thinning) อิมัลชันที่มีแรงเฉือนเริ่มไหล (Yield Stress) เหมาะสมช่วยป้องกันการแยกชั้น (Phase Separation) ในระยะยาว ส่วนพฤติกรรมทิกโซโทรปี (Thixotropy) ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมทำให้ลิปกลอสหรือมาสคาราหนืดในหลอดจนคงรูปทรงได้ แต่ลื่นไหลและกระจายตัวเรียบเนียนเมื่อทา
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอให้บริการวัดความหนืดและพฤติกรรมการไหลด้วยเครื่องวัดความหนืดแบบหมุนและเครื่องวัดพฤติกรรมการไหล (Rheometer) ภายในห้องปฏิบัติการเอง ครอบคลุมครีม โลชั่น เซรั่ม เจล ไซรัป น้ำมัน และระบบอิมัลชันหลายรูปแบบ ใช้ได้ทั้งในงานพัฒนาสูตร การตรวจปล่อยล็อต และการติดตามความหนืดระหว่างการทดสอบความคงตัว (Stability Test)
ทำไมความหนืดและพฤติกรรมการไหลจึงสำคัญ
ความหนืดและพฤติกรรมการไหลเป็นคุณสมบัติสำคัญที่กำหนดประสบการณ์ของผู้ใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ของเหลว แบรนด์จำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบรีโอโลยี เพราะเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างเชิงคุณภาพได้แม้สูตรพื้นฐานจะคล้ายกับคู่แข่ง ในมุมเชิงพาณิชย์ ความหนืดที่ออกแบบมาดีช่วยให้สินค้าวางตำแหน่งในระดับราคาที่สูงขึ้นได้ และผู้ซื้อแบบองค์กรธุรกิจ (Business-to-Business: B2B) มักคัดเลือกผู้รับจ้างผลิต (OEM) จากความสามารถในการส่งมอบสินค้าที่ตรงข้อกำหนดเชิงรีโอโลยีทุกล็อต
นอกจากมิติด้านประสบการณ์ ความหนืดยังเป็นกลไกป้องกันการแยกชั้นและการตกตะกอนของระบบสูตร ในเครื่องสำอางอิมัลชัน ความหนืดที่อัตราเฉือนต่ำซึ่งสูงพอจะชะลอการเคลื่อนที่ของหยดน้ำมันในวัฏภาคต่อเนื่อง (Continuous Phase) ตามกฎของสโตกส์ (Stokes’ Law) จึงช่วยป้องกันการลอยตัวของหยดน้ำมัน (Creaming) และการตกตะกอนในระยะยาว ในไซรัปและสารแขวนลอย (Suspension) ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ความหนืดทำหน้าที่พยุงอนุภาคของสารออกฤทธิ์ที่ไม่ละลายให้กระจายตัวสม่ำเสมอตลอดอายุการเก็บรักษา ส่วนในเครื่องดื่มสมุนไพรที่เติมสารให้ความข้นกลุ่มไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) เช่น แซนแทนกัม (Xanthan Gum) พฤติกรรม Shear-thinning ช่วยพยุงเนื้อผลไม้หรืออนุภาคละเอียดให้แขวนลอยขณะวางนิ่ง แต่ยังรินเทได้ง่าย
ในมุมการกำกับดูแล ความหนืดเป็นหัวข้อหนึ่งของคุณสมบัติทางกายภาพที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ในข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) เพื่อควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ได้แก่ พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ช่วงความหนืดที่ยอมรับได้ขึ้นกับชนิดสูตร ผู้ผลิตบางรายกำหนดไว้ประมาณ ±20% ถึง ±25% จากค่าเป้าหมาย สินค้าที่ความหนืดเบี่ยงเบนเกินช่วงที่กำหนดถือว่าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะ ส่วนในตลาดส่งออก ผู้ซื้อบางรายกำหนดเพดานความเบี่ยงเบนของความหนืดไว้ในข้อตกลง และขอให้แสดงค่าในใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis: COA)
หลักการของการวัดความหนืดและพฤติกรรมการไหล
ในทางฟิสิกส์ ความหนืดคืออัตราส่วนของแรงเฉือน (Shear Stress) ต่ออัตราการเฉือน (Shear Rate) มีหน่วยเป็นปาสกาล-วินาที (Pa·s) หรือเซนติพอยส์ (Centipoise: cP) โดย 1 cP เท่ากับ 1 มิลลิปาสกาล-วินาที (mPa·s) ของไหลแบบนิวโทเนียน (Newtonian) มีความหนืดคงที่ไม่ขึ้นกับอัตราการเฉือน เช่น น้ำ น้ำมันบริสุทธิ์ และน้ำเชื่อมใส ส่วนของไหลแบบนอนนิวโทเนียน (Non-Newtonian) มีความหนืดเปลี่ยนตามอัตราการเฉือน จึงต้องระบุสภาวะที่วัดทุกครั้งเพื่อให้ผลเปรียบเทียบกันได้
ของไหลแบบนอนนิวโทเนียนแบ่งตามพฤติกรรมได้เป็นกลุ่มหลัก ดังนี้
- Shear-thinning (Pseudoplastic): ความหนืดลดลงเมื่ออัตราการเฉือนเพิ่มขึ้น เช่น ครีมบำรุงและโลชั่น พฤติกรรมนี้ทำให้สินค้าหนืดในขวด แต่ลื่นไหลเมื่อบีบและทาได้เรียบเนียน
- Shear-thickening (Dilatant): ความหนืดเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราการเฉือนเพิ่มขึ้น พบได้น้อยในเครื่องสำอาง
- Bingham Plastic: ต้องได้รับแรงเฉือนถึงค่าต่ำสุดค่าหนึ่ง (Yield Stress) ก่อนจึงเริ่มไหล เช่น มายองเนสและยาสีฟันบางสูตร
- Thixotropy: ความหนืดลดลงเมื่อถูกเฉือนต่อเนื่องเป็นเวลานาน และค่อย ๆ คืนตัวเมื่อหยุดเฉือน เช่น ลิปกลอสและเจลแต่งผม
การวัดทำด้วยเครื่องมือสองประเภทหลัก ซึ่งห้องปฏิบัติการวิสไบโอมีทั้งสองประเภท ประเภทแรกคือเครื่องวัดความหนืดแบบหมุน (Rotational Viscometer) ซึ่งหมุนหัวหมุน (Spindle) ในตัวอย่างที่ควบคุมอุณหภูมิ แล้วรายงานความหนืดเป็นค่าเดียวที่หัวหมุนและความเร็วรอบที่กำหนด ผลจึงต้องระบุหัวหมุน ความเร็วรอบ และอุณหภูมิทุกครั้ง เครื่องประเภทนี้ใช้แพร่หลายในงานตรวจปล่อยล็อต (United States Pharmacopeial Convention, 2023) ประเภทที่สองคือเครื่องวัดพฤติกรรมการไหล (Rheometer) ซึ่งควบคุมแรงเฉือนหรืออัตราการเฉือนได้ในช่วงกว้าง จึงวัดกราฟการไหล (Flow Curve) ค่าแรงเฉือนเริ่มไหล และพฤติกรรมทิกโซโทรปีได้ (International Organization for Standardization, 2021)
ขอบเขตบริการวัดความหนืดและพฤติกรรมการไหลของห้องปฏิบัติการวิสไบโอ
บริการของห้องปฏิบัติการวิสไบโอครอบคลุมตัวอย่างห้ากลุ่ม
- เครื่องสำอางอิมัลชัน: ครีม โลชั่น เซรั่ม บีบีครีม (BB Cream) ครีมกันแดด และครีมนวดผมแบบไม่ต้องล้างออก
- เครื่องสำอางเจลและของเหลว: เจลทาผิว โทนเนอร์ เอสเซนซ์ เจลล้างหน้า เจลแต่งผม และเซรั่มบำรุงผมแบบไม่ต้องล้างออก
- ผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดแรงตึงผิว: แชมพู ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
- ผลิตภัณฑ์ไซรัป: ไซรัปสมุนไพร ยาน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง และเครื่องดื่มเชิงฟังก์ชันเนื้อข้น
- ผลิตภัณฑ์น้ำมัน: น้ำมันบำรุงผิวหน้า น้ำมันบำรุงผิวกาย และน้ำมันบำรุงเส้นผม
การนำผลการวัดความหนืดและพฤติกรรมการไหลไปใช้ประโยชน์
ผลการวัดใช้ได้ในหลายช่วงของผลิตภัณฑ์
- ขั้นวิจัยและพัฒนา: ใช้กราฟการไหล (Flow Curve) เปรียบเทียบสูตรต้นแบบ เพื่อเลือกสารปรับรีโอโลยี (Rheology Modifier) ที่ให้เนื้อสัมผัสตรงกับที่แบรนด์ต้องการ และใช้ทดสอบผลของการเปลี่ยนผู้ส่งวัตถุดิบหลัก เช่น คาร์โบเมอร์ (Carbomer) แซนแทนกัม หรืออนุพันธ์ของเซลลูโลส (Cellulose Derivatives)
- ขั้นก่อนเปิดตัว (Pre-launch): ใช้เป็นค่าตั้งต้น (Baseline) และตั้งเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของความหนืด (Viscosity Drift) ที่ยอมรับได้สำหรับการปล่อยล็อต
- ขั้นการผลิตเชิงพาณิชย์: ใช้เป็นเกณฑ์ปล่อยล็อต และใช้คู่กับการศึกษาความคงตัวเพื่อยืนยันว่าพฤติกรรมการไหลยังเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะตลอดอายุการเก็บรักษา ทั้งในการศึกษาในสภาวะจริง (Real-time) ในสภาวะเร่ง (Accelerated) และแบบแช่แข็งสลับละลายเป็นรอบ (Freeze-Thaw Cycling)
- ขั้นส่งออก: ใช้เป็นเอกสารแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์ เพื่อรองรับการตรวจรับของผู้ซื้อ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความหนืด (Viscosity)
ความหนืด (Viscosity) คืออะไร
ความหนืดคือความต้านทานการไหลของของเหลว ในทางฟิสิกส์คืออัตราส่วนของแรงเฉือนต่ออัตราการเฉือน มีหน่วยเป็น Pa·s หรือ cP โดย 1 cP เท่ากับ 1 mPa·s ของเหลวที่หนืดมาก เช่น น้ำผึ้ง ไหลช้ากว่าของเหลวที่หนืดน้อย เช่น น้ำ
ความหนืดกับรีโอโลยี (Rheology) ต่างกันอย่างไร
ความหนืดเป็นค่าที่บอกความต้านทานการไหล ส่วนรีโอโลยีคือศาสตร์ที่ศึกษาการไหลและการเสียรูปของวัสดุทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของความหนืดเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกบีบ เท หรือทา ค่าแรงเฉือนเริ่มไหล และพฤติกรรมทิกโซโทรปี
ทำไมผลการวัดความหนืดต้องระบุหัวหมุน ความเร็วรอบ และอุณหภูมิ
เพราะครีม โลชั่น และเจลส่วนใหญ่เป็นของไหลแบบนอนนิวโทเนียน ความหนืดจึงเปลี่ยนตามอัตราการเฉือน ค่าที่วัดด้วยหัวหมุนหรือความเร็วรอบต่างกันจึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ส่วนอุณหภูมิก็มีผลต่อความหนืดเช่นกัน
Shear-thinning กับ Thixotropy ต่างกันอย่างไร
Shear-thinning คือความหนืดลดลงทันทีเมื่ออัตราการเฉือนเพิ่มขึ้น เช่น ครีมที่ไหลง่ายเมื่อบีบ ส่วน Thixotropy คือความหนืดลดลงเมื่อถูกเฉือนต่อเนื่องเป็นเวลานาน และค่อย ๆ คืนตัวเมื่อหยุดเฉือน เช่น ลิปกลอสที่หนืดในหลอดแต่ลื่นไหลเมื่อทา
ความหนืดเกี่ยวกับความคงตัวของครีมและไซรัปอย่างไร
ความหนืดที่อัตราเฉือนต่ำซึ่งสูงพอจะชะลอการเคลื่อนที่ของหยดน้ำมันตามกฎของสโตกส์ จึงช่วยป้องกันการลอยตัวของหยดน้ำมันและการแยกชั้นในครีม ส่วนในไซรัปและสารแขวนลอย ความหนืดช่วยพยุงอนุภาคของสารออกฤทธิ์ให้กระจายตัวสม่ำเสมอตลอดอายุการเก็บรักษา
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอรับวัดความหนืดของตัวอย่างประเภทใดบ้าง
รับตัวอย่างห้ากลุ่ม ได้แก่ เครื่องสำอางอิมัลชัน เช่น ครีม โลชั่น และครีมกันแดด เครื่องสำอางเจลและของเหลว เช่น เจลทาผิวและโทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดแรงตึงผิว เช่น แชมพูและครีมอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ไซรัป เช่น ไซรัปสมุนไพรและน้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงผิวและเส้นผม
เอกสารอ้างอิง:
- International Organization for Standardization. (2021). Rheology — Part 2: General principles of rotational and oscillatory rheometry (ISO 3219-2:2021). ISO.
- United States Pharmacopeial Convention. (2023). Viscosity — Rotational methods (USP <912>). USP.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2522, พฤษภาคม 13). พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522. ราชกิจจานุเบกษา, 96(79 ก), 1–24.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2558, กันยายน 8). พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558. ราชกิจจานุเบกษา, 132(86 ก), 1–22.
- ราชกิจจานุเบกษา. (2562, เมษายน 30). พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา, 136(56 ก), 116–161.