อาหารเสริมผิว (Skin Health Supplement) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานเพื่อสนับสนุนสุขภาพผิวจากภายใน แนวคิดนี้เรียกว่านิวทริคอสเมติกส์ (Nutricosmetics) ส่วนประกอบที่พบบ่อยได้แก่ คอลลาเจน (Collagen) เปปไทด์ (Peptide) วิตามินซี (Vitamin C) และเซราไมด์ (Ceramide) การทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือการวัดค่าทางผิวหนัง เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และสีผิว ด้วยเครื่องมือมาตรฐานในอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์จริง แล้วเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

ตลาดอาหารเสริมผิวในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์จำนวนมากสื่อสารประโยชน์ด้านผิวในรูปแบบต่าง ๆ ข้อความเหล่านั้นควรมีหลักฐานจากการศึกษาในมนุษย์ (Human Clinical Trial) รองรับเพื่อให้ตรวจสอบได้ และการโฆษณาอาหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รวมถึงขออนุญาตโฆษณาเมื่อกฎหมายกำหนด

บริษัท วิสไบโอ จำกัด ให้บริการออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาทางคลินิก (Project Management และ Project Coordination) สำหรับอาหารเสริมผิว ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง โดยใช้เครื่องมือวัดผิวมาตรฐานควบคู่กับแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง ตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) และรองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ

ข้อจำกัดของเลข อย.: เหตุใดแบรนด์อาหารเสริมผิวจึงต้องการหลักฐานประสิทธิภาพเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 การอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มุ่งพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นการยืนยันประสิทธิภาพทางคลินิก เลขสารบบอาหาร (เลข อย.) บนฉลากจึงไม่ได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ให้ผลต่อสุขภาพผิวตามที่กล่าวอ้าง

ความแตกต่างนี้สำคัญสำหรับเจ้าของแบรนด์ เพราะผู้บริโภค ช่องทางจำหน่ายแบบ Modern Trade และคู่ค้าส่งออกต่างต้องการหลักฐานที่ตรวจสอบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ช่องว่างระหว่าง “มีเลข อย.” กับ “มีหลักฐานประสิทธิภาพ” จึงเป็นประเด็นที่ทั้งฝ่ายการตลาดและฝ่ายกฎหมายต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ต้องการสื่อสารข้อความเชิงหน้าที่ (Functional Claim)

การประเมินประสิทธิภาพทางคลินิก (Clinical Efficacy Evaluation) ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้ โดยวัดผลในอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์จริงด้วยเครื่องมือที่เป็นที่ยอมรับในงานวิจัยด้านผิวหนังระดับสากล ข้อมูลที่ได้ใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ

โครงสร้างผิวหนังและความเสื่อมตามวัย: พื้นฐานที่ผู้ผลิตอาหารเสริมผิวควรทราบ

ผิวหนังประกอบด้วยชั้นหลัก 2 ชั้น คือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) ชั้นหนังแท้มีโปรตีนโครงสร้างสำคัญ 2 ชนิด คือคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของน้ำหนักแห้งของผิวหนัง และอีลาสติน (Elastin) ซึ่งทำให้ผิวยืดและหดกลับได้ คอลลาเจนชนิดหลักในผิวหนังคือชนิดที่ 1 และชนิดที่ 3 (Type I และ Type III) ซึ่งสร้างโดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ในชั้นหนังแท้

ความเสื่อมตามวัยทำให้การสร้างคอลลาเจนลดลง Varani et al. (2006) พบว่าเซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่แยกจากผิวหนังของผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไป สร้างโปรคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type I Procollagen) ในการเพาะเลี้ยงได้น้อยกว่าเซลล์จากผู้มีอายุ 18–29 ปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (56 ± 8 เทียบกับ 82 ± 16 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร, p < 0.05) และสรุปว่าการสร้างคอลลาเจนที่ลดลงในผิวที่เสื่อมตามวัยมีสาเหตุทั้งจากการเสื่อมของเซลล์ไฟโบรบลาสต์และแรงกระตุ้นเชิงกลในเนื้อเยื่อที่ลดลง

นอกจากคอลลาเจนแล้ว ชั้นผิวบนสุดของหนังกำพร้า (Stratum Corneum) ยังมีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factor: NMF) ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นภายในผิว ความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์กำหนดตัวชี้วัดผล (Endpoint) สำหรับการศึกษาทางคลินิกได้ตรงเป้าหมายและมีหลักการทางวิทยาศาสตร์

บทบาทของโภชนาการต่อสุขภาพผิว (Nutricosmetics): จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์

นิวทริคอสเมติกส์ (Nutricosmetics) หมายถึงการรับประทานสารอาหารหรือสารออกฤทธิ์เพื่อส่งผลต่อสุขภาพผิวจากภายใน กลุ่มที่มีงานวิจัยสนับสนุนมากที่สุดคือคอลลาเจนไฮโดรไลเซต (Hydrolyzed Collagen) ซึ่งเมื่อรับประทานจะถูกย่อยเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (Collagen Peptides) ที่อาจกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้

Asserin et al. (2015) ศึกษาทั้งในแบบจำลองผิวหนังนอกร่างกาย (Ex Vivo) และในการทดลองทางคลินิกแบบมีกลุ่มยาหลอก 2 การศึกษา พบว่าการรับประทานเปปไทด์คอลลาเจนทุกวันทำให้ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้นหลัง 8 สัปดาห์ และภายใน 4 สัปดาห์ ความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ซึ่งวัดด้วยอัลตราซาวด์ความละเอียดสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่การแตกหักของโครงข่ายคอลลาเจนซึ่งประเมินด้วยกล้องจุลทรรศน์คอนโฟคอลแบบสะท้อนแสง (Reflectance Confocal Microscopy) ลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

ในระดับการทดลองทางคลินิก Reilly et al. (2024) รายงานจากการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และมีกลุ่มยาหลอก ว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคอลลาเจนไฮโดรไลเซตร่วมกับวิตามินซีต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ สัมพันธ์กับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวที่ดีขึ้น และริ้วรอยที่ลดลงในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และลักษณะของกลุ่มประชากรที่ศึกษา

เครื่องมือวัดมาตรฐานสำหรับประเมินสุขภาพผิวในงานวิจัยทางคลินิก

การประเมินอาหารเสริมผิวต้องใช้เครื่องมือที่วัดได้แม่นยำ ทำซ้ำได้ และเป็นที่ยอมรับในวรรณกรรมวิทยาศาสตร์ระดับสากล การวัดค่าทางผิวหนังดำเนินการโดยทีมของห้องปฏิบัติการวิสไบโอ ซึ่งให้บริการทดสอบทางคลินิกด้านผิวสำหรับเครื่องสำอางอยู่แล้ว ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ เครื่องมือหลักที่ใช้ในงานวิจัยทางคลินิกด้านผิวหนังมีดังนี้

การวัดความชุ่มชื้นของผิว (Skin Hydration)

วัดความสามารถในการกักเก็บน้ำของชั้นผิวบนสุดด้วยหลักการวัดความจุไฟฟ้า (Capacitance Measurement) และรายงานผลเป็นหน่วยเฉพาะของเครื่องวัด ค่านี้ใช้เป็นตัวชี้วัดผลหลักในงานวิจัยด้านความชุ่มชื้นผิวอย่างกว้างขวาง รวมถึงการศึกษาของ Bolke et al. (2019)

การประเมินความยืดหยุ่นของผิว (Skin Elasticity)

วัดการยืดและหดกลับของผิวด้วยหลักการใช้แรงดูด (Suction Method) พารามิเตอร์หลักได้แก่ ค่า R2 (Gross Elasticity) และ R5 (Net Elasticity) ซึ่งสะท้อนสภาพโครงข่ายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ และใช้เป็นตัวชี้วัดในการศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน (Bolke et al., 2019)

การวัดสีผิว (Melanin Index และระบบสี CIE L*a*b*)

ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสีผิว โดยวัดดัชนีเมลานิน (Melanin Index) หรือวัดค่าสีในระบบ CIE L*a*b* ซึ่งค่า L* แสดงความสว่างของผิว การเปลี่ยนแปลงของค่า L* (ΔL*) ในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เทียบกับกลุ่มควบคุมใช้เป็นตัวชี้วัดผลด้านสีผิวในการศึกษา

แบบประเมินมาตรฐาน (Validated Questionnaire)

ประเมินผลเชิงอัตวิสัย (Subjective Outcomes) เช่น ความรู้สึกต่อผิวและความพึงพอใจของอาสาสมัคร โดยออกแบบตามหลักการวัดทางจิตมิติ (Psychometric Principles) เพื่อเพิ่มมุมมองของผู้บริโภคให้กับรายงานทางวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอและศูนย์วิจัยพันธมิตร

การศึกษาทุกโครงการดำเนินตามหลัก GCP วิสไบโอทำหน้าที่ออกแบบโครงการและบริหารการศึกษาตั้งแต่การวางแผนจนถึงการส่งมอบรายงาน และทีมของห้องปฏิบัติการวิสไบโอเป็นผู้วัดค่าทางผิวหนัง ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ

ขั้นตอนที่ 1: ปรึกษาและออกแบบโปรโตคอล

วิสไบโอวิเคราะห์คำกล่าวอ้าง (Claim) ที่เจ้าของแบรนด์ต้องการพิสูจน์ร่วมกับผู้วิจัยของศูนย์วิจัยพันธมิตร เพื่อเลือกตัวชี้วัดผลหลัก (Primary Endpoint) เช่น ความชุ่มชื้นหรือความยืดหยุ่นของผิว กำหนดเกณฑ์คัดเข้าและคัดออกของอาสาสมัคร (Inclusion/Exclusion Criteria) และประมาณขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size Estimation) ให้มีกำลังทางสถิติเพียงพอ

ขั้นตอนที่ 2: ขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

โปรโตคอลและเอกสารชี้แจงเพื่อขอความยินยอม (Informed Consent) ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Institutional Review Board: IRB) ก่อนเริ่มการศึกษาทุกกรณี วิสไบโอประสานการจัดเตรียมเอกสารร่วมกับผู้วิจัยและติดตามการปรับแก้จนได้รับอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือกและคัดกรองอาสาสมัคร

ศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการรับสมัครและคัดกรองอาสาสมัครตามเกณฑ์ในโปรโตคอล อาสาสมัครทุกคนได้รับข้อมูลครบถ้วนและลงนามยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเข้าร่วมการศึกษา

ขั้นตอนที่ 4: ดำเนินการศึกษาและเก็บข้อมูล

อาสาสมัครรับประทานผลิตภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบตามโปรโตคอล ทีมของห้องปฏิบัติการวิสไบโอวัดค่าทางผิวหนังด้วยเครื่องมือมาตรฐานตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล ร่วมกับแบบประเมินที่อาสาสมัครตอบเองและการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Events) ตลอดการศึกษา วิสไบโอติดตามความก้าวหน้าและความครบถ้วนของข้อมูลในฐานะผู้บริหารโครงการ

ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงาน

ข้อมูลวิเคราะห์ทางสถิติตามแผนการวิเคราะห์ทางสถิติ (Statistical Analysis Plan: SAP) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และสรุปเป็นรายงานวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ วิสไบโอประสานงานการวิเคราะห์และส่งมอบรายงานให้ผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะกับการประเมินทางคลินิกด้านสุขภาพผิว

บริการนี้ออกแบบมาสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านสุขภาพผิวในรูปแบบแคปซูล ผง และของเหลว ตัวอย่างประเภทสารที่เหมาะสมมีดังนี้

ประเภทสารรูปแบบผลิตภัณฑ์
คอลลาเจนไฮโดรไลเซต (Hydrolyzed Collagen)แคปซูล ผง เครื่องดื่มชนิดผง
เปปไทด์คอลลาเจน (Collagen Peptide)แคปซูล ผง
วิตามินซี (Vitamin C) ร่วมกับคอลลาเจนแคปซูล เม็ดฟู่ ผง
เซราไมด์ (Ceramide)แคปซูล ซอฟต์เจล
สารสกัดจากพืชที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับแคปซูล ผง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรผสม (Combination)แคปซูล ผง ของเหลว

ตัวอย่างในตารางเป็นประเภทสารที่พบในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การใช้ส่วนประกอบแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. และส่วนประกอบบางชนิดต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนยื่นขออนุญาต

ประโยชน์ทางธุรกิจจากการศึกษาทางคลินิก

เจ้าของแบรนด์ที่ลงทุนในการศึกษาทางคลินิกได้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน ดังนี้

การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกวางตำแหน่งในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ ตัวเลขที่วัดได้จริง เช่น ค่าความชุ่มชื้นในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เทียบกับกลุ่มควบคุม ช่วยให้การตั้งราคาระดับพรีเมียมมีข้อมูลรองรับ

การเจรจากับช่องทาง Modern Trade และอีคอมเมิร์ซ

รายงานการศึกษาทางคลินิกที่ดำเนินตามหลัก GCP เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้การเจรจากับ Modern Trade และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซราบรื่นขึ้น และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่มีข้อมูลดังกล่าว

การลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

ข้อความที่มีหลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกรองรับช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายของการโฆษณา นอกจากนี้ตลาดส่งออกหลายแห่ง เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ต้องการหลักฐานรองรับคำกล่าวอ้าง (Claim Substantiation) ก่อนวางจำหน่าย รายงานที่ออกแบบและรายงานตามหลักสากลจึงเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ ทั้งนี้แต่ละประเทศมีข้อกำหนดของตนเอง

การนำข้อมูลวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการสื่อสาร

ข้อมูลที่วัดได้จริงจากการศึกษาทางคลินิกใช้ต่อยอดการสื่อสารได้หลายช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ ฉลาก สื่อ ณ จุดขาย และสื่อดิจิทัล ทั้งนี้การเผยแพร่ในเชิงโฆษณาต้องยื่นขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่ตามที่กฎหมายกำหนด

เงื่อนไขก่อนเริ่มการศึกษา

  1. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) แล้วก่อนเริ่มการศึกษา ส่วนผลิตภัณฑ์ของผู้สนับสนุนโครงการจากต่างประเทศ วิสไบโอจะประเมินเงื่อนไขทางกฎหมายร่วมกับศูนย์วิจัยเป็นรายโครงการ
  2. วิสไบโอและศูนย์วิจัยออกแบบแผนการศึกษาให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และคำกล่าวอ้างของแต่ละรายการโดยเฉพาะ
  3. การศึกษาทุกโครงการต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเริ่มทุกกรณี

ต่อยอดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาในอาสาสมัคร

วิสไบโอรองรับการสร้างหลักฐานหลายระดับสำหรับอาหารเสริมผิว ตั้งแต่แพ็กเกจทดสอบเสริมอาหารบำรุงผิวในระดับห้องปฏิบัติการ (In Vitro) การทดสอบการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และการวิเคราะห์ปริมาณคอลลาเจนรวมในผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบในแบบจำลองผิวหนังนอกร่างกาย (Ex Vivo) และการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครตามหน้านี้ หลัก GCP ใช้กับการศึกษาในมนุษย์ ส่วนงานในเซลล์และแบบจำลองนอกร่างกายดำเนินการในห้องปฏิบัติการตามวิธีทดสอบของแต่ละรายการ การวางแผนหลักฐานทุกระดับกับผู้ประสานงานรายเดียวช่วยให้ข้อมูลแต่ละขั้นสอดคล้องกัน สำหรับผลิตภัณฑ์ทาผิว วิสไบโอมีบริการทดสอบทางคลินิกด้านความชุ่มชื้นผิว ความกระชับผิว และค่าเมลานินแยกต่างหาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบทางคลินิกอาหารเสริมผิว

อาหารเสริมผิววัดผลทางคลินิกอย่างไร

ทีมของห้องปฏิบัติการวิสไบโอวัดค่าทางผิวหนังด้วยเครื่องมือมาตรฐานในอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์จริง เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และสีผิว ตามจุดเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล แล้วเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ร่วมกับแบบประเมินที่อาสาสมัครตอบเอง

ใช้เครื่องมืออะไรวัดค่าผิว

ความชุ่มชื้นวัดด้วยหลักการความจุไฟฟ้า ความยืดหยุ่นวัดด้วยหลักการแรงดูดโดยดูค่า R2 และ R5 สีผิววัดเป็นดัชนีเมลานินหรือค่า L* ในระบบสี CIE L*a*b* และใช้แบบประเมินมาตรฐานสำหรับผลเชิงอัตวิสัย

คอลลาเจนแบบรับประทานมีหลักฐานทางคลินิกหรือไม่

มีการศึกษาแบบมีกลุ่มยาหลอกที่รายงานว่าการรับประทานเปปไทด์คอลลาเจนหรือคอลลาเจนไฮโดรไลเซตสัมพันธ์กับความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนในผิวที่ดีขึ้น เช่น Asserin et al. (2015) และ Reilly et al. (2024) อย่างไรก็ตามผลลัพธ์แตกต่างกันตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และกลุ่มประชากรที่ศึกษา

ผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. แล้ว ยังต้องมีข้อมูลทางคลินิกอีกหรือไม่

เลข อย. ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาจากการพิจารณาความปลอดภัยและคุณภาพเป็นหลัก ไม่ได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ให้ผลต่อสุขภาพผิวตามที่กล่าวอ้าง หากต้องการสื่อสารผลด้านนี้ ข้อมูลทางคลินิกช่วยให้มีหลักฐานรองรับ และการโฆษณายังต้องเป็นไปตามกฎหมายอาหาร

วิสไบโอทำหน้าที่อะไรในโครงการ และใครดูแลอาสาสมัคร

วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษาร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง และทีมของห้องปฏิบัติการวิสไบโอวัดค่าทางผิวหนัง ส่วนการคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ

ผลการศึกษารับประกันการได้รับอนุญาตโฆษณาหรือไม่

ไม่รับประกัน ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายและขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ

ปรึกษาการศึกษาทางคลินิกกับวิสไบโอ

สนใจบริการทดสอบทางคลินิกสำหรับอาหารเสริมผิวของท่าน ติดต่อวิสไบโอเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้ทางช่องทางต่อไปนี้

ดูบริการทดสอบทางคลินิกทั้งหมดได้ที่หน้าบริการทดสอบทางคลินิกของวิสไบโอ

บทความนี้จัดทำโดยทีมวิทยาศาสตร์และพัฒนาธุรกิจของวิสไบโอ เพื่อให้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาทางคลินิก

  • บทบาทของวิสไบโอ: วิสไบโอออกแบบโครงการ บริหารและประสานงานการศึกษา (Project Management และ Project Coordination) ร่วมกับเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและโรงพยาบาลพันธมิตรหลายแห่ง รองรับผู้สนับสนุนโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ การคัดเลือกและดูแลอาสาสมัครดำเนินการโดยแพทย์และนักวิจัยของศูนย์วิจัยที่รับผิดชอบโครงการ
  • จริยธรรมการวิจัย: การศึกษาในมนุษย์ทุกโครงการเริ่มได้หลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และดำเนินการตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP) อาสาสมัครทุกคนลงนามยินยอมหลังได้รับข้อมูลครบถ้วน
  • ผลิตภัณฑ์ยาและยาสมุนไพร: การศึกษาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น ผู้สนับสนุนโครงการ ศูนย์วิจัย และวิสไบโอวางแผนขั้นตอนเหล่านี้ร่วมกันตั้งแต่ต้นโครงการ
  • การนำผลไปใช้: ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่มีหลักฐานรองรับ การนำไปใช้บนฉลากหรือในโฆษณาต้องเป็นไปตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท และขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด วิสไบโอไม่รับประกันผลการศึกษาหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
  • อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ผลการศึกษาไม่ใช่การรับรองว่าผลิตภัณฑ์ใช้วินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
  • ระยะเวลาดำเนินการ: ขึ้นกับรูปแบบการศึกษาและขั้นตอนการอนุมัติ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง

เอกสารอ้างอิง:

  1. Asserin, J., Lati, E., Shioya, T., & Prawitt, J. (2015). The effect of oral collagen peptide supplementation on skin moisture and the dermal collagen network: Evidence from an ex vivo model and randomized, placebo-controlled clinical trials. Journal of Cosmetic Dermatology, 14(4), 291–301. https://doi.org/10.1111/jocd.12174
  2. Bolke, L., Schlippe, G., Gerß, J., & Voss, W. (2019). A collagen supplement improves skin hydration, elasticity, roughness, and density: Results of a randomized, placebo-controlled, blind study. Nutrients, 11(10), 2494. https://doi.org/10.3390/nu11102494
  3. Reilly, D. M., Kynaston, L., Naseem, S., Proudman, E., & Laceby, D. (2024). A clinical trial shows improvement in skin collagen, hydration, elasticity, wrinkles, scalp, and hair condition following 12-week oral intake of a supplement containing hydrolysed collagen. Dermatology Research and Practice, 2024, 8752787. https://doi.org/10.1155/2024/8752787
  4. Varani, J., Dame, M. K., Rittie, L., Fligiel, S. E. G., Kang, S., Fisher, G. J., & Voorhees, J. J. (2006). Decreased collagen production in chronologically aged skin: Roles of age-dependent alteration in fibroblast function and defective mechanical stimulation. The American Journal of Pathology, 168(6), 1861–1868. https://doi.org/10.2353/ajpath.2006.051302