
การทดสอบความคงตัวระยะยาว (Real-time Stability หรือ Long-term Stability) คือการเก็บผลิตภัณฑ์ในสภาวะที่ใกล้เคียงกับการเก็บรักษาจริง แล้วตรวจคุณภาพเป็นระยะจนครบอายุที่ต้องการระบุบนฉลาก ผลการทดสอบนี้เป็นหลักฐานหลักที่ใช้กำหนดและยืนยันอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดใช้และเก็บในสภาวะที่ระบุบนฉลาก ยังคงคุณภาพครบตามข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ที่ผู้ผลิตตั้งไว้
อายุการเก็บรักษาที่พิมพ์บนฉลากเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่ควรมาจากการประมาณหรือตัวเลขที่เลือกตามความสะดวก และไม่ควรอาศัยผลการทดสอบความคงตัวแบบเร่ง (Accelerated Stability) เพียงอย่างเดียว การทดสอบแบบเร่งเก็บผลิตภัณฑ์ในสภาวะที่ร้อนและชื้นกว่าปกติ จึงช่วยคาดการณ์ได้เร็วในช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่หลักฐานที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ยังคงคุณภาพตลอดอายุที่ระบุคือผลการทดสอบระยะยาวที่ใช้เวลาจริง ผู้ซื้อ ตัวแทนการค้า (Trading House) และลูกค้ารายสำคัญ (Key Account) ในหลายตลาด ทั้งอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ จึงมักขอดูผลการทดสอบนี้ก่อนสั่งซื้อ
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอให้บริการทดสอบความคงตัวระยะยาว ตั้งแต่การออกแบบแผนการทดสอบให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย การเก็บตัวอย่างในสภาวะที่ควบคุม การวัดพารามิเตอร์ในแต่ละจุดเวลา ไปจนถึงการวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อใช้กำหนดอายุการเก็บรักษา บทความนี้สรุปสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ ทีมประกันคุณภาพ (Quality Assurance: QA) และทีมวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) ควรเข้าใจก่อนส่งผลิตภัณฑ์เข้าทดสอบ ได้แก่ หลักการของการทดสอบ การเลือกสภาวะภูมิอากาศ พารามิเตอร์ที่วัดและการตีความผล และผลิตภัณฑ์ที่ควรมีข้อมูลความคงตัวระยะยาว
หลักการของการทดสอบความคงตัวระยะยาว
แนวทางที่ใช้อ้างอิงกันแพร่หลายในการออกแบบการทดสอบความคงตัวคือ ICH Q1A(R2) ซึ่งองค์กร ICH (International Council for Harmonisation) จัดทำขึ้นสำหรับยา ผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากนำหลักการเรื่องสภาวะการเก็บ จุดเวลาตรวจ และการประเมินผลของแนวทางนี้มาใช้ สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาเซียนมีแนวทางการศึกษาความคงตัวและอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ASEAN Guidelines on Stability Study and Shelf-Life of Health Supplements) ส่วนเครื่องสำอางมีรายงานทางเทคนิค ISO/TR 18811:2018 ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ซึ่งเป็นแนวทางการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
หลักการคือการเก็บผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายจริงซึ่งปิดสนิทตลอดการศึกษา ไว้ในตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วนำตัวอย่างออกมาวัดพารามิเตอร์คุณภาพตามจุดเวลาที่กำหนด ตัวอย่างชุดแรกวัดที่จุดเริ่มต้น (Time Zero: T0) เพื่อใช้เป็นข้อมูลตั้งต้น (Baseline) สำหรับเปรียบเทียบตลอดการศึกษา การทดสอบในบรรจุภัณฑ์จริงมีความสำคัญ เพราะบรรจุภัณฑ์แต่ละแบบป้องกันความชื้น อากาศ และแสงได้ไม่เท่ากัน
แนวทาง ICH Q1A(R2) แนะนำให้ตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก ทุก 6 เดือนในปีที่สอง และปีละครั้งหลังจากนั้นจนครบอายุที่เสนอ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการอายุการเก็บรักษา 24 เดือน จุดตรวจตามแนวทางนี้จึงเป็นเดือนที่ 0, 3, 6, 9, 12, 18 และ 24 (T0, T3, T6, T9, T12, T18 และ T24) สำหรับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำนวนจุดตรวจปรับได้ตามประเภทผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยงของสูตร และนโยบายของลูกค้า แต่การยืนยันอายุการเก็บรักษาบนฉลากให้ครบทั้งช่วงต้องมีข้อมูลระยะยาวอย่างน้อยเท่ากับอายุที่ระบุ เช่น อายุ 24 เดือนต้องมีผลที่ T24
ระหว่างที่ข้อมูลระยะยาวยังไม่ครบ ผู้ผลิตอาจใช้ข้อมูลระยะยาวที่มีอยู่ร่วมกับผลการทดสอบแบบเร่งเพื่อกำหนดอายุการเก็บรักษาเบื้องต้น แล้วเดินการทดสอบระยะยาวต่อไปจนครบเพื่อยืนยัน แนวทางของอาเซียนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ระบุในทำนองเดียวกันว่า อายุการเก็บรักษาจริงต้องอิงข้อมูลระยะยาวในท้ายที่สุด
อายุการเก็บรักษาในหน้านี้หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดใช้ ส่วนระยะเวลาที่ใช้ได้หลังเปิด (Period After Opening: PAO) ประเมินด้วยการทดสอบความคงตัวระหว่างใช้งาน (In-Use Stability) ซึ่งจำลองการเปิด-ปิดและการใช้ของผู้บริโภค
การเลือกสภาวะภูมิอากาศให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย
สภาวะที่ใช้ทดสอบความคงตัวระยะยาวควรตรงกับโซนภูมิอากาศ (Climatic Zone) ของตลาดที่จะวางจำหน่าย ระบบนี้แบ่งโลกตามสภาพอากาศเฉลี่ยตลอดปีเป็น 4 โซนหลัก และแบ่งโซน IV ย่อยเป็น IVa และ IVb ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) สภาวะทดสอบระยะยาวของแต่ละโซนเป็นดังนี้
| โซนภูมิอากาศ | ลักษณะอากาศ | สภาวะทดสอบระยะยาว |
|---|---|---|
| โซน I | เขตอบอุ่น (Temperate) | 21 °C/45 %RH |
| โซน II | กึ่งร้อนและเมดิเตอร์เรเนียน (Subtropical and Mediterranean) | 25 °C/60 %RH |
| โซน III | ร้อนแห้ง (Hot and Dry) | 30 °C/35 %RH |
| โซน IVa | ร้อนชื้น (Hot and Humid) | 30 °C/65 %RH |
| โซน IVb | ร้อนชื้นมาก (Hot and Very Humid) | 30 °C/75 %RH |
แนวทาง ICH Q1A(R2) ใช้สภาวะระยะยาว 25 °C/60 %RH หรือ 30 °C/65 %RH ส่วนประเทศไทยและตลาดอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในโซน IVb เพราะความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปีสูง แนวทางความคงสภาพของยาของอาเซียนจึงกำหนดสภาวะระยะยาวทั่วไปไว้ที่ 30 °C/75 %RH และแนวทางของอาเซียนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ใช้สภาวะเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ที่ไอน้ำซึมผ่านได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ที่ไอน้ำซึมผ่านไม่ได้ เช่น ขวดแก้วหรือแผงอะลูมิเนียมทั้งสองด้าน ทดสอบที่ 30 °C โดยไม่ต้องควบคุมความชื้น เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศหรือส่งออกไปอาเซียนจึงควรใช้ 30 °C/75 %RH เป็นสภาวะตั้งต้น ขณะที่ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใช้ 25 °C/60 %RH เป็นหลัก
แบรนด์ที่ส่งออกหลายตลาดเลือกได้สองทาง คือทดสอบหลายสภาวะพร้อมกัน หรือทดสอบที่สภาวะที่เข้มกว่าเพื่อใช้ครอบคลุมตลาดที่มีสภาวะอ่อนกว่า แนวทางของ WHO ระบุว่าการทดสอบที่สภาวะระยะยาวที่เข้มกว่าใช้แทนการเก็บที่ 25 °C/60 %RH หรือ 30 °C/65 %RH ได้ ก่อนวางแผนควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เพราะบางประเทศกำหนดสภาวะของตนเอง การเลือกสภาวะตั้งแต่ต้นจึงกำหนดทั้งต้นทุนของการทดสอบและการยอมรับผลในตลาดเป้าหมาย
พารามิเตอร์ที่วัดและการตีความผล
พารามิเตอร์ที่วัดในแต่ละจุดเวลาครอบคลุมหลายมิติของคุณภาพ มิติทางกายภาพได้แก่ ลักษณะภายนอก (Appearance) สี (Color) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความหนืด (Viscosity) ความคงตัวของเฟส (Phase Stability) สำหรับสูตรอิมัลชัน ขนาดอนุภาค (Particle Size) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบนำส่งสารสำคัญ และเนื้อสัมผัส (Texture) ส่วนผลิตภัณฑ์รูปของแข็ง เช่น ผง แคปซูล และเม็ด ควรติดตามความชื้น (Moisture Content)และค่า aw (Water Activity) ด้วย เพราะความชื้นสัมพัทธ์ของสภาวะทดสอบส่งผลต่อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้โดยตรง
มิติทางจุลชีววิทยาใช้การตรวจนับจุลินทรีย์ (Microbial Enumeration) ตามวิธีอ้างอิง เช่น USP <61> แล้วเทียบกับเกณฑ์จำนวนจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์ เช่น ISO 17516:2014 สำหรับเครื่องสำอาง เพื่อยืนยันว่าคุณภาพด้านจุลชีววิทยายังอยู่ในเกณฑ์ตลอดอายุการเก็บรักษา การตรวจนับเชื้อบอกได้ว่ามีการปนเปื้อนเกินเกณฑ์หรือไม่ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าระบบสารกันเสียยังทำงานได้ การยืนยันประสิทธิภาพของสารกันเสียต้องใช้การทดสอบประสิทธิภาพสารกันเสีย (Preservative Efficacy Test: PET) ซึ่งเป็นการทดสอบอีกแบบหนึ่ง ห้องปฏิบัติการวิสไบโอตรวจนับจุลินทรีย์และทดสอบ PET ได้เองภายในห้องปฏิบัติการ ดูรายละเอียดได้ที่หน้าบริการทดสอบการปนเปื้อน ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ
มิติทางเคมีได้แก่ การวัดปริมาณสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ (Active or Marker Compound) ด้วยโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (High-Performance Liquid Chromatography: HPLC) และการติดตามการเกิดออกซิเดชันของผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันด้วยค่าเปอร์ออกไซด์ (Peroxide Value: PV) ซึ่งบอกปริมาณผลผลิตระยะแรกของปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน ห้องปฏิบัติการวิสไบโอวิเคราะห์ด้วย HPLC ได้เอง ส่วนค่า PV วัดร่วมกับห้องปฏิบัติการพันธมิตร
การตีความผลเริ่มจากเกณฑ์การยอมรับ (Acceptance Criteria) ของแต่ละพารามิเตอร์ ซึ่งควรกำหนดไว้ในแผนการทดสอบก่อนเริ่มการศึกษา โดยอ้างอิงค่าที่ T0 และข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่จะระบุอายุการเก็บรักษา 24 เดือนต้องไม่มีพารามิเตอร์ใดเปลี่ยนแปลงเกินเกณฑ์จนถึง T24 หากพบการเปลี่ยนแปลงที่จุดเวลาใด ทีม R&D ควรวิเคราะห์หาสาเหตุ และอาจต้องปรับสูตร ปรับบรรจุภัณฑ์ หรือลดอายุการเก็บรักษาที่จะระบุก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์
สำหรับพารามิเตอร์เชิงปริมาณที่เปลี่ยนไปตามเวลา เช่น ปริมาณสารสำคัญ แนวทาง ICH Q1E ใช้การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) และกำหนดอายุการเก็บรักษาจากจุดเวลาที่ขอบเขตความเชื่อมั่นด้านเดียว 95% ของเส้นแนวโน้มตัดกับเกณฑ์การยอมรับ วิธีนี้ทำให้การกำหนดอายุการเก็บรักษาอิงแนวโน้มของข้อมูลทั้งชุด ไม่ได้ขึ้นกับค่าที่วัดได้เพียงจุดเดียว
ผลิตภัณฑ์ที่ควรมีข้อมูลความคงตัวระยะยาว
เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกือบทุกประเภทควรมีข้อมูลความคงตัวระยะยาวรองรับอายุการเก็บรักษาบนฉลาก ตัวอย่างเช่น
- เครื่องสำอาง: ครีม โลชั่น เซรั่ม โทนเนอร์ มาส์ก ครีมกันแดด ลิปสติก แชมพู ครีมนวดผม น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: แคปซูล เม็ด ซอฟต์เจล ผงชง เครื่องดื่มเชิงฟังก์ชัน (Functional Drink) และเจลลี่
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ยาน้ำ ยาผง สเปรย์ และบาล์ม
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบนำส่งสารสำคัญ: เช่น ไลโปโซม (Liposome) นิโอโซม (Niosome) และนาโนอิมัลชัน (Nanoemulsion) ซึ่งควรติดตามขนาดอนุภาคควบคู่กับปริมาณสารสำคัญตลอดการศึกษา
ผลการทดสอบความคงตัวระยะยาวใช้ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การกำหนดอายุการเก็บรักษาบนฉลาก การประกอบรายงานความปลอดภัยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (Cosmetic Product Safety Report: CPSR) ตามกฎระเบียบเครื่องสำอางของสหภาพยุโรป (Regulation (EC) No 1223/2009) ซึ่งกำหนดให้มีข้อมูลความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตอบคำขอเอกสารจากผู้นำเข้าและลูกค้ารายสำคัญ แบรนด์ที่ไม่มีผลทดสอบระยะยาวที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อาจพบอุปสรรคเมื่อเปิดตลาดส่งออก
ขอบเขตบริการทดสอบความคงตัวระยะยาวของห้องปฏิบัติการวิสไบโอ
ห้องปฏิบัติการวิสไบโอดูแลการทดสอบความคงตัวระยะยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนี้
- ออกแบบแผนการทดสอบ (Test Plan) ให้สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย อายุการเก็บรักษาที่ต้องการ และลักษณะของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเลือกสภาวะภูมิอากาศ จุดเวลาตรวจ และพารามิเตอร์ที่ต้องวัด
- รับและจัดการตัวอย่างโดยบันทึกการรับ ส่ง และจัดเก็บทุกขั้นตอน (Chain of Custody)
- เก็บตัวอย่างในตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของห้องปฏิบัติการวิสไบโอที่ 25 °C/60 %RH, 30 °C/65 %RH หรือ 30 °C/75 %RH ตามตลาดเป้าหมาย พร้อมบันทึกอุณหภูมิและความชื้นอย่างต่อเนื่อง (Continuous Monitoring)
- วัดพารามิเตอร์ตามแผนในแต่ละจุดเวลา (ค่าเปอร์ออกไซด์วัดร่วมกับห้องปฏิบัติการพันธมิตร) และบันทึกผลให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)
- วิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) ของแต่ละพารามิเตอร์ตลอดการศึกษา
- รายงานผลที่เชื่อมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กับข้อสรุปที่ใช้ตัดสินใจเรื่องอายุการเก็บรักษาบนฉลาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Real-time Stability และ Shelf Life
Real-time Stability คืออะไร และเกี่ยวกับ Shelf Life อย่างไร
การทดสอบความคงตัวระยะยาวคือการเก็บผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายจริงไว้ในสภาวะที่ใกล้เคียงการเก็บรักษาจริง แล้วตรวจคุณภาพตามจุดเวลาที่กำหนดจนครบอายุที่ต้องการระบุ ผลที่ได้ใช้กำหนดและยืนยันอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) คือช่วงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดใช้ยังคงคุณภาพครบตามข้อกำหนดเฉพาะ
Real-time Stability ต่างจาก Accelerated Stability อย่างไร
การทดสอบความคงตัวระยะยาวเก็บผลิตภัณฑ์ในสภาวะที่ใกล้เคียงการเก็บรักษาจริงจนครบอายุที่ต้องการระบุ ส่วนการทดสอบแบบเร่งเก็บผลิตภัณฑ์ในสภาวะที่ร้อนและชื้นกว่าปกติเพื่อคาดการณ์ได้เร็วขึ้น ผลแบบเร่งใช้ร่วมกับข้อมูลระยะยาวที่มีอยู่เพื่อกำหนดอายุเบื้องต้นได้ แต่อายุการเก็บรักษาบนฉลากต้องยืนยันด้วยข้อมูลระยะยาว
ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยควรทดสอบที่สภาวะใด
ประเทศไทยและตลาดอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในโซนภูมิอากาศ IVb จึงควรใช้ 30 °C/75 %RH เป็นสภาวะตั้งต้น ถ้าส่งออกไปตลาดที่ใช้ 25 °C/60 %RH เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลี แบรนด์อาจทดสอบหลายสภาวะพร้อมกัน หรือใช้ผลที่สภาวะที่เข้มกว่าครอบคลุมตลาดเหล่านั้น
ต้องตรวจตัวอย่างที่จุดเวลาใดบ้าง
แนวทาง ICH Q1A(R2) แนะนำให้ตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก ทุก 6 เดือนในปีที่สอง และปีละครั้งหลังจากนั้น สำหรับอายุ 24 เดือนจึงเป็น T0, T3, T6, T9, T12, T18 และ T24 จำนวนจุดตรวจปรับได้ตามประเภทผลิตภัณฑ์ แต่การยืนยันอายุ 24 เดือนต้องมีผลที่ T24
Shelf Life ต่างจาก Period After Opening (PAO) อย่างไร
Shelf Life คืออายุของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดใช้ ประเมินด้วยการทดสอบความคงตัวระยะยาวในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ส่วน PAO คือระยะเวลาที่ใช้ได้หลังเปิด ประเมินด้วยการทดสอบความคงตัวระหว่างใช้งาน (In-Use Stability) ซึ่งจำลองการเปิด-ปิดและการใช้ของผู้บริโภค
ถ้าผลที่จุดเวลาใดเกินเกณฑ์ ต้องทำอย่างไร
ทีม R&D ควรวิเคราะห์หาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง แล้วเลือกระหว่างปรับสูตร ปรับบรรจุภัณฑ์ หรือลดอายุการเก็บรักษาที่จะระบุบนฉลาก ก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์
เอกสารอ้างอิง:
- ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality – Pharmaceutical Product Working Group. (2018). ASEAN guideline on stability study of drug product (Revision 2). Association of Southeast Asian Nations.
- ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality – Traditional Medicines and Health Supplements Product Working Group. (2013). ASEAN guidelines on stability study and shelf-life of health supplements (Version 1.0). Association of Southeast Asian Nations.
- European Parliament & Council of the European Union. (2009). Regulation (EC) No 1223/2009 of the European Parliament and of the Council of 30 November 2009 on cosmetic products. Official Journal of the European Union, L 342, 59–209.
- International Conference on Harmonisation. (2003a). ICH harmonised tripartite guideline Q1A(R2): Stability testing of new drug substances and products. ICH.
- International Conference on Harmonisation. (2003b). ICH harmonised tripartite guideline Q1E: Evaluation for stability data. ICH.
- International Organization for Standardization. (2014). Cosmetics — Microbiology — Microbiological limits (ISO 17516:2014). ISO.
- International Organization for Standardization. (2018). Cosmetics — Guidelines on the stability testing of cosmetic products (ISO/TR 18811:2018). ISO.
- United States Pharmacopeial Convention. (2023). General chapter <61> Microbiological examination of nonsterile products: Microbial enumeration tests. In United States Pharmacopeia 46–National Formulary 41. USP.
- World Health Organization. (2018). Annex 10: Stability testing of active pharmaceutical ingredients and finished pharmaceutical products. In WHO Expert Committee on Specifications for Pharmaceutical Preparations: Fifty-second report (WHO Technical Report Series, No. 1010, pp. 309–352). WHO.